บทความ

ศิลปะการต่อสู้นำ “แด ซอง พาร์ค” ออกจากปัญหาและพาชีวิตสู่ความยิ่งใหญ่

11 ก.ค. 2019

“Crazy Dog” แด ซอง พาร์ค คือหนึ่งในนักสู้ดาวรุ่งที่เชื่อว่าเส้นทางใน วัน แชมเปียนชิพ จะทำให้เขาก้าวสู่จุดสูงสุด

ในศึก ONE: MASTERS OF DESTINY เขามีโอกาสพิสูจน์ฝีมืออีกครั้งกับ “คิมิฮิโร เอโตะ” จากญี่ปุ่น ซึ่งในวันศุกร์ที่ 12 กรกฎาคมนี้ เขารอคอยโอกาสที่จะได้ฉายแสงต่อหน้าผู้คนมากมาย แต่ใครบ้างจะเชื่อว่า เขาเคยเกือบที่จะมาไม่ถึงจุดนี้เมื่อในอดีต

ก่อนหน้าที่ พาร์ค จะขึ้นสู้ในศึกที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาทำความรู้จักเขาให้มากขึ้นกัน

จากบ้านมาไกล

พาร์คเติบโตมาในเมืองจอนจู ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศเกาหลีใต้กับพ่อแม่และพี่สาว เขาเป็นเด็กที่รักการเล่นกีฬา และเริ่มฝึกศิลปะการต่อสู้เทควันโดครั้งแรกเมื่อสมัยเรียนชั้นประถม กระทั่งจนถึงชั้นมัธยมปีที่ 2 เขาคือนักกีฬาตัวอย่างที่มีทั้งความมั่นใจและประสบความสำเร็จในทัวร์นาเมนต์ท้องถิ่น

ถึงกระนั้น จุดเปลี่ยนในชีวิตก็เกือบทำให้เขาไม่ได้มาถึงจุดนี้ เมื่อเขาเริ่มโตขึ้นและไม่สนใจการเล่าเรียน เหมือนอย่างเด็กวัยรุ่นเกาหลีคนอื่น

“ผมกลายเป็นคนขี้โมโห ฉุนเฉียว ผมเริ่มออกนอกลู่นอกทาง แล้วปัญหาก็ค่อยๆ ตามมา”

“ตอนมัธยมต้น ผมถูกพักการเรียนถึง 7 ครั้ง แต่ที่รอดจากการโดนไล่ออกมาได้ ก็เพราะโรงเรียนในระดับมัธยมต้นไม่สามารถไล่นักเรียนออกได้”

เริ่มต้นใหม่

เมื่อเข้าสู่ชั้นมัธยมปลาย ชีวิตของ พาร์ค ก็ไม่ได้ดีขึ้นกว่าเดิมสักเท่าไหร่ เพราะขณะที่นักเรียนหลายคนคร่ำเคร่งกับการอ่านหนังสือเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยอันแสนโหด แต่การเรียนยังคงเป็นปัญหาสำหรับเขา

“ผมปรับตัวเข้ากับชีวิตการเรียนไม่ได้เลย ผมจึงเลยตัดสินใจออกจากที่เดิม และไปสมัครเรียนในโรงเรียนกีฬา”

“โรงเรียนนั้นมีเป้าหมายในการฝึกฝนนักเรียนให้เป็นนักกีฬาโอลิมปิก มันเป็นโรงเรียนที่ยอดมาก และผมก็เริ่มฝึกมวยปล้ำสมัครเล่น”

เมื่อพาร์คเริ่มเข้าเรียนในวัย 18 ปี ปรากฏว่าเขามีอายุอานามแก่กว่าเพื่อนร่วมชั้นถึง  3 ปี แต่เรื่องนั้นไม่เป็นปัญหากับเขา

เขาอยู่ภายในสภาพแวดล้อมที่ตื่นตัวกับการกีฬา ทำให้เขาตื่นตั้งแต่ 6 โมงเช้า และซ้อมจนถึงพระอาทิตย์ตกดินทุกวัน จะมีเวลาพักก็แค่ช่วงทานอาหาร

“หลังจากผ่านการเรียนและฝึกซ้อมอย่างหนัก ประกอบกับได้เห็นเพื่อนร่วมชั้นทุกคนมีความมุ่งมั่นมุมานะ ผมก็เริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวเอง”

“ความโมโห ฉุนเฉียวในตัวผม ถูกขับออกมาในการฝึกซ้อม และสุดท้ายผมก็กลายเป็นคนใหม่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม”

เมื่อความจริงเรียกหา

สิ่งที่ทำให้เจ้าของฉายา “Crazy Dog” เปลี่ยนจากการเล่นกีฬามวยปล้ำสมัครเล่น สู่ศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสาน คือสิ่งที่ถูกปลูกฝังตั้งแต่สมัยเด็ก

“แม่ผมติดเคเบิลทีวีไว้ที่บ้าน สมัยผมเรียนมัธยมต้น แม่อยากให้ผมฝึกภาษาอังกฤษผ่านภาพยนตร์และละครจากต่างประเทศ”

“แล้วผมก็ไปถูกใจรายการที่มีนักสู้มาปะทะกันในวงกลมเหล็ก มันทำให้ผมตระหนักว่านี่คือสิ่งที่ผมอยากจะทำ ซึ่งตอนนั้นเป็นช่วงราวปี  2007 และยังไม่มีสถานที่ฝึกสอน Mixed Martial Arts แถวบ้านเลย”

เมื่อไม่มีที่เรียน เขาจึงเลือกที่จะฝึกในสิ่งที่ใกล้เคียงนั่นคือยูโด โดยมีแรงบันดาลใจจากนักสู้ที่เกิดในเกาหลีใต้อย่าง “โยชิฮิโร อากิยามา”

ที่สุดแล้ว เขาก็เจอสถานที่เรียน Mixed Martial Arts ในเมืองเกิด และทุ่มสุดตัวเพื่องานนี้

“ผมอยากที่จะแข็งแกร่งขึ้น และอยากสัมผัสประสบการณ์แบบเดียวกับที่เคยเห็นในทีวีด้วยตัวเอง”

ก้าวต่อไป

เจ้าของฉายา “Crazy Dog” ตัดสินใจเดินหน้าสู่ระดับอาชีพ และแม้จะพ่ายแพ้ต่อนักสู้มากประสบการณ์กว่าในไฟต์แรก แต่หลังจากนั้นเขาก็ฟอร์มแรงไม่หยุด

พาร์ค ชนะ 8 ไฟต์รวดหลังจากนั้น และฟอร์มของเขาก็ไปเข้าตา “ริช แฟรงคลิน” รองประธาน วัน แชมเปียนชิพ ที่กำลังหานักสู้ไปร่วมศึกแข่งขัน ONE WARRIOR SERIES (OWS) เพื่อค้นหานักศิลปะการต่อสู้ซูเปอร์สตาร์ชาวเอเชียคนต่อไป

เขาคือ 1 ใน 3 นักกีฬาที่ได้ทำสัญญาแข่งขันในศึก วัน แชมเปียนชิพ ด้วยตัวเลข 6 หลัก หลังน็อกเอาต์ “คิมิฮิโร เอโตะ” ตั้งแต่ยกแรก อีกทั้งยังพิสูจน์ให้เห็นว่าเขาคู่ควรกับเวทีระดับโลกแห่งนี้ด้วยการคว้าชัยชนะในนัดเปิดตัว ในศึก ONE: PURSUIT OF POWER เมื่อเดือนกรกฎาคม 2018

แต่หลังจากนั้นเขาก็ประสบกับสิ่งที่ไม่คาดคิด เมื่อนักสู้วัย 25 ปีต้องหยุดพักรักษาตัวเกือบหนึ่งปีเต็ม

โชคดีที่ พาร์ค ได้ไฟเขียวให้กลับสู่สังเวียนได้อีกครั้ง ซึ่งในตอนนี้เขาเชื่อว่าการกลับมาของเขาจะดีกว่าเดิม เมื่อผ่านฝึกซ้อมที่ MOB Training Center ในกรุงโซล

การขึ้นสังเวียนกับ เอโตะ เป็นครั้งที่สอง จะเป็นไต่บันไดขึ้นไปสู่ความสำเร็จของรุ่นนี้

“หลังจากสงสัยมานานว่าผมจะสามารถกลับมาได้อีกหรือไม่ ผมเรียนรู้แล้วว่าผมต้องการที่จะเป็นนักกีฬาศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสานของ ONE ให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

“เป้าหมายสูงสุดคือการนำเข็มขัดแชมป์โลกกลับบ้าน แต่ผมไม่รีบร้อน ไม่ว่าจะนานแค่ไหน ผมก็จะทำให้ได้”