ตำนานตลอดไป! “เสกสรร” ปิดฉากเส้นทางนักสู้ เกือบ 3 ทศวรรษ สมฉายา “คนไม่ยอมคน”
เปิดเส้นทางชีวิตนักสู้ของ “คนไม่ยอมคน” เสกสรร อ.ขวัญเมือง จอมบู๊ระดับตำนาน วัย 37 ปี จากนครศรีธรรมราช ที่เพิ่งขึ้นชกไฟต์อำลาสังเวียนอย่างเป็นทางการในศึก The Inner Circle 30 เมื่อวันศุกร์ที่ 11 ก.ย. ที่ผ่านมา ด้วยการหวนกลับมาดวลเดือดภาค 6 กับคู่ปรับเก่าอย่าง “เมืองไทย พีเค.แสนชัย” มวยศอกคม วัย 32 ปี จากบุรีรัมย์
ไฟต์อำลาสังเวียนของ “เสกสรร” เปิดฉากอย่างดุเดือด เมื่อเจ้าตัวเดินหน้าแลกอาวุธกับ “เมืองไทย” ตั้งแต่ยกแรก ก่อนพลาดถูกคู่ปรับเก่าอัดนับไปก่อน หลังจากนั้น “เสกสรร” พยายามเดินหน้าสู้เต็มกำลังหวังพลิกสถานการณ์ แต่ต้านความสด “เมืองไทย” ไม่ไหว ถูกฟันศอกร่วงซ้ำอีกครั้ง จนผู้ตัดสินต้องสั่งยุติการชก ส่ง “เมืองไทย” ชนะทีเคโอ พร้อมรับโบนัส 350,000 บาท ไปครองเป็นครั้งที่ 8
เพื่อสดุดีตำนานนักชกสายบู๊ผู้สร้างสีสันให้วงการมวยไทยมาอย่างยาวนาน วันนี้เราจะพาทุกท่านไปย้อนรอยเส้นทางชีวิตของ “เสกสรร” ตั้งแต่เริ่มชกมวย ไปจนถึงวันที่ชีวิตรุ่งโรจน์และต้องเผชิญกับความยากลำบาก จนมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญบนสังเวียน ONE ที่ส่งให้ “เสกสรร” ก้าวขึ้นเป็นซูเปอร์สตาร์ระดับโลก และปิดฉากเส้นทางค้ากำปั้นเกือบ 30 ปีลงอย่างยิ่งใหญ่
เริ่มชกมวยเพราะโดนเพื่อนรังแก
เส้นทางนักมวยของ “เสกสรร” เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่อายุ 9 ขวบ โดยคุณพ่อซึ่งเป็นอดีตนักมวยไทย เป็นคนพาไปหัดฝึกมวย เพื่อหวังให้ลูกชายมีความมั่นใจและรู้จักป้องกันตัวจากการถูกเพื่อนที่โรงเรียนกลั่นแกล้ง ก่อนเริ่มขึ้นชกจริงตั้งแต่อายุ 10 ขวบ และสร้างชื่อจนเป็นที่รู้จักทั่ว จ.นครศรีธรรมราช กระทั่งวัย 15 ปี จึงตัดสินใจเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเดินหน้าสู่เส้นทางนักมวยอาชีพอย่างเต็มตัว
ด้วยหัวใจนักสู้และสไตล์การชกเดินหน้าบู๊ไม่เกรงกลัวใคร ส่งให้ “เสกสรร” ประสบความสำเร็จคว้าแชมป์เวทีราชดำเนิน, WBC มวยไทย, อ้อมน้อย และช่อง 7 สี มาครอง รวมถึงได้รับรางวัลนักมวยไทยยอดเยี่ยมปี 2558 มาครองอีกด้วย โดย “เสกสรร” ผ่านการดวลกับยอดฝีมือระดับแถวหน้ามาแล้วมากมาย จนได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในนักชกที่ขึ้นชื่อเรื่องความดุดันและอันตรายที่สุดคนหนึ่งของวงการมวยไทย
เคยเกือบคิดเลิกมวย
อย่างไรก็ตาม ชีวิตนักมวยของ “เสกสรร” ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ โดยเฉพาะในช่วงวิกฤติหลังไวรัสโควิดระบาดที่ส่งผลกระทบต่อวงการมวยไทยอย่างหนัก จนทำให้ค่าตัวของ “เสกสรร” ลดลงเกินกว่าครึ่ง ในช่วงเวลานั้น “เสกสรร” เคยคิดหันหลังให้วงการมวย โดยวางแผนเดินทางไปเป็นครูสอนมวยที่ประเทศญี่ปุ่น แต่สุดท้ายเมื่อคิดถึงครอบครัวและไม่อยากให้ภรรยาต้องรับภาระเลี้ยงดูลูกเพียงลำพัง “เสกสรร” จึงตัดสินใจล้มเลิกแผนดังกล่าว และกลับมาสู้ต่อบนเส้นทางนักมวยไทยอีกครั้ง
หลังจาก “เสกสรร” ตัดสินใจกลับมาชกมวยได้ไม่นาน ONE ก็เข้ามาจัดศึก ONE ลุมพินี ขึ้นที่ประเทศไทย ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่พลิกชีวิตของ “เสกสรร” ไปตลอดกาล เมื่อเขาได้รับโอกาสขึ้นชกในนัดปฐมฤกษ์ของรายการเมื่อวันที่ 20 ม.ค. 66 ซึ่งตรงกับวันเกิดของเขาพอดี
พิชิตโบนัสก้อนโต ตั้งแต่ไฟต์เปิดตัวใน ONE
เกมในวันนั้น “เสกสรร” แสดงให้แฟนมวยทั่วโลกได้เห็นว่าทำไมเขาถึงได้รับฉายา “คนไม่ยอมคน” ด้วยการเปิดหน้าแลกอาวุธกับคู่ชกที่รูปร่างสูงใหญ่และสดกว่าอย่าง “ไทสัน แฮร์ริสัน” จากออสเตรเลียแบบไม่เกรงกลัวตั้งแต่ยกแรก ก่อนเบียดคว้าชัยไปด้วยคะแนนไม่เอกฉันท์อย่างดุเดือดถึงใจ
หลังจบการแข่งขันบิ๊กบอส “ชาตรี ศิษย์ยอดธง” ได้มอบโบนัสจำนวน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.6 ล้านบาทตามอัตราแลกเปลี่ยนในขณะนั้นให้แก่ “เสกสรร” เป็นของขวัญวันเกิดสุดเซอร์ไพรส์ เพื่อตอบแทนผลงานการต่อสู้ที่เดินหน้าบู๊ไม่ถอยตลอดทั้ง 3 ยก จนกลายเป็นหนึ่งในภาพประทับใจของศึก ONE ลุมพินี นัดแรก ที่แฟนมวยทั่วโลกยังจดจำกันได้เป็นอย่างดีมาจนถึงทุกวันนี้
คว้าสัญญา ONE ขึ้นแท่นจอมบู๊ซุปตาร์ระดับโลก
หลังจากเอาชนะ “ไทสัน” มาแบบดุเดือด “เสกสรร” เดินหน้าสานต่อฟอร์มฮอตคว้าชัยอีก 4 ไฟต์ติดต่อกัน ก่อนคว้าสัญญา ONE มาครองเป็นรายที่ 5 ของศึก ONE ลุมพินี ภายในระยะเวลาเพียง 7 เดือน
หลังขึ้นแท่นเป็นนักกีฬา ONE “เสกสรร” ยังคงเดินหน้าโชว์ลีลาบู๊แหลกให้แฟนมวยทั่วโลกได้ชม โดยขึ้นชกบนสังเวียน ONE ต่อเนื่องอีกถึง 11 ไฟต์ รวมตลอดระยะเวลากว่า 3 ปีบนเส้นทางสายนี้ เขากวาดรายได้จากทั้งค่าตัวและโบนัสรวมกันเกือบ 11 ล้านบาท นับเป็นบทพิสูจน์ถึงการกลับมาครั้งยิ่งใหญ่ของจอมบู๊วัยเก๋าที่เคยเกือบตัดสินใจแขวนนวม สู่การเป็นซูเปอร์สตาร์ขวัญใจมหาชนระดับโลก
ปิดฉากตำนาน คนไม่ยอมคน
หลังโลดแล่นบนเส้นทางนักมวยมายาวนานเกือบ 3 ทศวรรษ ในที่สุดวันที่ “เสกสรร” ตัดสินใจปิดฉากอาชีพก็มาถึงในศึก The Inner Circle 30 เมื่อวันที่ 11 ก.ย. ที่ผ่านมา โดยหลังจากดวลภาค 6 กับคู่ปรับเก่าอย่าง “เมืองไทย” เสร็จสิ้น “เสกสรร” ได้ให้สัมภาษณ์อำลาแฟนมวยทั่วโลก พร้อมกล่าวขอบคุณทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ท่ามกลางเสียงปรบมือจากแฟนมวยนับพันในสนาม ปิดฉากตำนาน “คนไม่ยอมคน” อย่างสมศักดิ์ศรี
“คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายที่ผมต้องชกมวยไทย ผมชกมวยมาตั้งแต่ 8 ขวบ ตอนนี้อายุย่าง 38 ปีแล้ว ร่างกายของผมตอนนี้ต้องยอมรับว่ามันกรอบ โดนอาวุธของคู่ต่อสู้ไม่ได้ โดนตรงไหนก็เจ็บ ผมเลยตัดสินใจอำลาสังเวียนมวยไทยครับ”

“ผมขอขอบคุณบอสชาตรี ลูกพี่เสี่ยสมหมาย พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง พ่อแม่ และครอบครัวที่มาให้กำลังใจในไฟต์อำลาสังเวียนครั้งนี้ รวมถึงแฟนมวยทุกคนจากใจจริง และทีมงาน ONE ทุกคนที่คอยช่วยเหลือผมมาโดยตลอดครับ”
“ผมอยากฝากแรงบันดาลใจถึงน้อง ๆ ทุกคน ขอให้สู้และตั้งใจ อย่ายอมแพ้อะไรง่าย ๆ หากรักในอาชีพนักมวย ก็ขอให้ขยันฝึกซ้อม เชื่อฟังครูบาอาจารย์ ผมขอเป็นกำลังใจให้น้อง ๆ ทุกคนครับ”
“หลังจากนี้ ผมกับแฟนจะทำธุรกิจเดินสายขายขนมไข่ ‘คนไม่ยอมคน’ ตามงานอีเวนต์และห้างสรรพสินค้าในจังหวัดต่าง ๆ ถ้าพี่น้องแฟนมวยเจอร้านขนมไข่ ‘คนไม่ยอมคน’ ก็ฝากช่วยอุดหนุนกันด้วยนะครับ ขอบคุณจากใจครับ”
แฟนกีฬาการต่อสู้สามารถติดตามข่าวสารอัปเดตของ ONE ได้ที่เว็บไซต์ ONEFC.com รวมถึงโซเชียลมีเดียของ ONE ประเทศไทย ได้แก่ Facebook ONE Championship Thailand Instagram ONEChampTh และ TikTok ONEChampTH