บทความ

“ร็อกกี อ็อกเดน” นักชกหนุ่มออสซี หัวใจนี้มอบให้มวยไทย

16 พ.ย. 2020

ชีวิตของ “ร็อกกี อ็อกเดน” อาจจะแตกต่างจากนักมวยไทยทั่วไปที่เราเคยคุ้น เรื่องราวของเขาไม่ได้เกิดจากครอบครัวแร้นแค้น แต่ตรงกันข้ามฐานะครอบครัวระดับปานกลางมีเงินส่ง ร็อกกี มาเรียนมวยที่เมืองไทยไกลจากบ้านเกิดที่ออสเตรเลียตั้งแต่อายุ 16 ปี บ่งบอกได้ว่าถ้าไม่ใช่เพราะใจรักจริง อีกทั้งถ้าพ่อแม่ไม่สนับสนุน คงไม่มีใครยอมลงทุนเงินมากมายขนาดนี้

ที่สำคัญ ร็อกกี เองไม่ใช่เด็กหนุ่มประเภทเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ เมื่อค้นพบความฝันของตัวเอง เขาก็มุ่งหน้าล่าฝันอย่างไม่ลดละ แม้ในวัย 21 ปีวันนี้ความฝันของเขายังไม่สำเร็จ แต่มันก็เริ่มเห็นเป็นรูปร่างกระจ่างชัดมากขึ้นทุกที

 

 

ก่อนที่เราจะได้พบกับ ร็อกกี บนสังเวียนเป็นครั้งที่สองใน วัน แชมเปียนชิพ เราจะพาไปทำความรู้จักเขาให้มากขึ้นว่าเป็นมาอย่างไรเขาถึงก้าวสู่เส้นทางบนสังเวียนผ้าใบอย่างทุกวันนี้

 

ชีวิตวัยเด็กที่ควีนส์แลนด์

 

ร็อกกี เกิดที่เรดคลิฟฟ์ รัฐควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย และไปเติบโตในรัฐซันไชน์โคสต์ โดยอาศัยอยู่กับพ่อซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจก่อสร้าง แม่เป็นพนักงานธุรการในแผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาล และพี่ชายอีกสามคนคือ จอช, นาธาน, และ เจย์เดน

แม้การเลี้ยงลูกชายถึงสี่คนจะเป็นภาระล้นมือ แต่พวกเขาก็เป็นครอบครัวที่อบอุ่น รักและมีความสนิทสนมกัน โดยพ่อแม่สนับสนุน ร็อกกี แทบจะทุกเรื่อง

ผมและพี่ๆ แต่ละคนมีอายุห่างกันสองปี และผมเป็นคนสุดท้อง เลยรู้สึกเหมือนโดนรุมในบางครั้ง พวกเขาไม่เคยอ่อนข้อให้ผมเลย แต่มันก็เป็นเรื่องปกติสำหรับเด็กผู้ชาย แต่พวกเราทุกคนก็ยังสนิทกัน

 

 

ร็อกกี ชื่นชอบกีฬาเหมือนพี่ๆ แม้จะเป็นเด็กเรียนดีมีความสามารถ แต่เรื่องเรียนกลับไม่ใช่คำตอบสุดท้าย เขามักมองหาอย่างอื่นที่น่าสนใจมากกว่า

ตอนผมเล็กๆ ผมชอบเล่นสเก็ตบอร์ด, กระดานโต้คลื่นะไรทำนองนั้นที่มันเล่นแล้วสนุก ตื่นเต้นเร้าใจ ผมเป็นนักเรียนที่ดี บางทีอาจจะนอกลู่นอกทางไปบ้างตามประสาเด็ก แต่ผมไม่เคยโดดเรียนหรือเกเรเลย ผมแค่รู้ว่าการเรียนไม่ใช่ทางของผม”

 

สายเลือดนักสู้

 

เหตุผลที่ ร็อกกี ไม่ค่อยใส่ใจเรื่องการเรียน เพราะเขาค้นพบความปรารถนาของตัวเอง หลังจากที่พ่อซึ่งเคยเป็นนักกีฬาการต่อสู้ตัวยง ส่งลูกๆ ไปเรียนเทควันโด แต่ ร็อกกี คิดว่ามันยังแรงไม่พอสำหรับเขา โดยเป้าหมายที่แท้จริงคือการฝึกมวยไทยและยึดอาชีพนี้อย่างเป็นกิจลักษณะ

ผมเริ่มฝึกเทควันโดตอนอายุราวๆ 10 ขวบ ฝึกอยู่ได้ประมาณปีหนึ่งซึ่งก็ดูท่าจะไปได้ดี แต่ผมเริ่มเบื่อ พี่ชายเลยแนะนำให้ผมลองฝึกมวยไทยดู ซึ่งหลังจากไปทดลองเรียนในคลาส ผมก็ตกหลุมรักมันเข้าอย่างจัง”

ผมรู้สึกเหมือนจะไปได้สวยในกีฬานี้ ผมได้ขึ้นสังเวียน 2-3 ครั้งตอนอายุ 12 แล้วก็หยุดพักไประยะหนึ่ง ก่อนจะกลับมาฝึกอีกครั้งตอนอายุ 15″

 

บุกถิ่นมวยไทย

 

เมื่อเข้าสู่โลกของการต่อสู้ ร็อกกี รู้ดีว่านี่คือเสียงเรียกร้องจากหัวใจ เขาตั้งใจอุทิศเวลาให้กับสิ่งที่เขาปรารถนา ซึ่งพ่อแม่ก็สนับสนุนเขาเต็มที่ถึงขั้นย้ายไปอยู่ โกลด์ โคสต์ ซึ่งมียิมฝึกสอนที่ดีกว่า ทว่า ร็อกกี กลับอยากพัฒนาตัวเองให้ไกลกว่านั้น

ตอนผมฝึกอยู่ที่ยิม Urban ที่นั่นมีเทรนเนอร์คนไทยอยู่ด้วย เขาบอกว่าผมน่าจะไปฝึกที่กรุงเทพฯ ดูนะ นับแต่นั้นในหัวผมก็มีแต่ประเทศไทย”

ร็อกกี ตัดสินใจเดินทางสู่ “สยามเมืองยิ้ม” เพียงลำพังในวัย 16 ปี ซึ่งการใช้ชีวิตต่างถิ่นไม่ใช่เรื่องง่าย

 

 

ครั้งแรกผมมาลองอยู่เดือนหนึ่งก่อน มันไม่ค่อยเวิร์กเท่าไหร่ ประกอบกับผมขึ้นชกแล้วแพ้ เทรนเนอร์ต่อว่าผมค่อนข้างแรง แต่ผมไม่ถือนะ ผมรู้ว่าวิถีแบบไทยๆ ค่อนข้างจะแข็งๆ ฟังดูแปลกๆ แต่ผมกลับชอบวิธีการฝึกแบบคนรุ่นเก่า ผมมองว่าถ้าอยากจะเอาดีให้ได้ ก็อย่าไปอ่อนไหวกับเรื่องแค่นี้”

“จากนั้นผมก็มาอยู่เมืองไทยครั้งละ 6 เดือน โชคดีที่พ่อแม่ช่วยสนับสนุนค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ให้ผม แต่มันก็ยังลำบากอยู่ดี ผมต้องนอนบนพื้นไม้ และบางครั้งก็ไม่ได้กินอะไร ถ้าเงินที่ได้จากการชกมวยไม่เพียงพอ ที่สำคัญไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษได้ ผมต้องหัดเรียนภาษาไทยควบคู่ไปด้วย”

 

ผลตอบแทนที่แสนคุ้ม

 

ร็อกกี หาโอกาสสั่งสมประสบการณ์บนเวทีจนคว้าชัยชนะ 9 ไฟต์ติดต่อกัน ซึ่งครั้งที่ 8 เป็นการชนะน็อก ทำให้เขาเริ่มมีชื่อเสียงและเป็นที่ถูกอกถูกใจของคนไทย ด้วยสไตล์การชก ชั้นเชิง เทคนิค ที่เหมือนนักมวยไทย รวมถึงความใจสู้ที่มีอยู่ในตัว

ความมานะพยายามของ ร็อกกี สำเร็จผลเมื่อเขาอายุ 17 ปี เขาได้ครอบครองเข็มขัดแชมป์โลก WPMF รุ่นแบนตัมเวต เป็นคนแรกของออสเตรเลีย ซึ่งทำให้ ร็อกกี มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง

จอห์น เวย์น พาร์ – ร็อกกี

 

ขณะที่อยู่กรุงเทพฯ ร็อกกี ได้รับการแนะนำให้รู้จักกับเจ้าตำนานมวยไทยประจำบ้านเกิดอย่าง จอห์น เวย์น พาร์” ซึ่งมีโค้ชคนเดียวกัน ดังนั้นหลังจากกลับไปที่ออสเตรเลีย เขาจึงเข้าร่วมทีม “บุญชูยิม” ของ จอห์น เวย์น พาร์ เพื่อพัฒนาฝีมือต่อไป

ด้วยการสนับสนุนจากไอคอนมวยไทยในบ้านเกิด บวกกับประสบการณ์และความสำเร็จที่ผ่านมาในวัยเพียง 20 ปี ทำให้ ร็อกกี ได้เซ็นสัญญาเข้ามาอยู่กับ วัน แชมเปียนชิพ และได้ประเดิมศึกแรกกับเจ้าตำนานมวยไทยอย่าง “สามเอ ไก่ย่างห้าดาว”

 

พบเจ้าตำนานตัวจริง

สามเอ vs ร็อกกี 28 ก.ย.63

 

การเผชิญกับนักชกผู้เก่งกาจที่สุดตลอดกาล ร็อกกี รู้ตัวว่าเขาเป็นมวยรอง แต่โอกาสที่จะได้ประสบการณ์ชั้นยอดแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ ที่สำคัญศึกนั้นมีเข็มขัดแชมป์โลกเป็นเดิมพัน ร็อกกี จึงตอบรับคำเชื้อเชิญทันทีอย่างไม่ต้องสงสัย และแม้ไฟต์นี้จะจบลงด้วยความปราชัย แต่นับเป็นไฟต์ที่ประทับใจที่สุดไฟต์หนึ่งในชีวิตของเขาเลยก็ว่าได้

การได้มีโอกาสลงแข่งใน ONE คือความใฝ่ฝันของนักสู้ทุกคนในชั่วโมงนี้ และยิ่งเป็นการชิงแชมป์โลกด้วย เรียกได้ว่าแทบจะเหมือนฝันเลย

 

เข็มขัดแชมป์โลก ONE คือความใฝ่ฝันของ ร็อกกี

 

สิ่งที่ ร็อกกี ได้รับนอกจากประสบการณ์ปะทะฝีมือกับเจ้าตำนานมวยไทย เขายังได้รู้ซึ้งถึงความหมายของคำว่าโอกาสที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งเขาก็แค่พาตัวเองไปยืนตรงนั้น ต่อสู้ให้สุดฝีมือ และจบลงด้วยความเคารพ

นักชกหนุ่มวัย 21 ปีในวันนี้ยังมีอนาคตอีกยาวไกล และเขาก็เป็นคนหนึ่งที่ตั้งใจใฝ่ฝันว่าจะคว้าเข็มขัดแชมป์โลก ONE อันทรงเกียรติมาครอบครองให้ได้ในสักวัน

 

โจเซฟ ลาซิรี vs ร็อกกี อ็อกเดน

 

แต่กว่าจะไปถึงตรงนั้น ยังมีขวากหนามชิ้นโตขวางทางอยู่มากมาย หนึ่งในนั้นคือ “โจเซฟ ลาซิรี” นักชกรุ่นพี่วัย 29 ปีซึ่งรอเปิดศึกส่งท้ายปีนี้กับเขาที่สิงคโปร์ ในวันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายนนี้ ซึ่งจะมีการแพร่ภาพบันทึกการแข่งขันสู่แฟนๆ วัน แชมเปียนชิพชาวไทยให้รับชมทาง

 

อ่านเพิ่มเติม: