บทความ

“เปี๊ยก” พงษ์ศิริ มิตรสาธิต หนุ่มดอยจากอมก๋อยสู่นักสู้ MMA ไทยเพียงไม่กี่คนบนเวทีโลก

เนื่องด้วยวันนี้ วันที่ 16 มิถุนายน ถือเป็นวันคล้ายวันเกิดของ “เปี๊ยก” พงษ์ศิริ มิตรสาธิต หนุ่มดอยเชื้อสายกะเหรี่ยง จากอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ที่ผันตัวเองจากนักมวยไทยมาเป็นหนึ่งในนักกีฬาการต่อสู้แบบผสมผสาน (MMA) เพียงไม่กี่คนของประเทศที่ได้ร่วมงานกับองค์กรศิลปะการต่อสู้ระดับโลก วัน แชมเปียนชิพ และเราจะพาแฟน ๆ ไปทำความรู้จักเขาให้มากขึ้น

 

 

พงษ์ศิริ เกิดในครอบครัวที่มีฐานะยากจน พ่อแม่เป็นชาวนา อาศัยอยู่ที่อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ มีพี่น้อง 4 คนเป็นชายล้วน เขาเป็นคนที่ 2 หนุ่มดอยตัวน้อยต้องคอยช่วยเหลือหยิบจับทำงานเท่าที่สามารถทำได้เพื่อแบ่งเบาภาระของพ่อแม่ ซึ่งแม้การช่วยงานจะเป็นเรื่องหนักหนาในวัยเด็ก แต่ชีวิตที่โรงเรียนของเขากลับหนักหนาสาหัสยิ่งกว่า เมื่อเขาต้องเผชิญหน้ากับการถูกกลั่นแกล้งรังแกจากเพื่อนนักเรียน เพราะความที่ตัวเล็กเหมือนกับชื่อเล่นว่า “เปี๊ยก”

“ผมเป็นหนึ่งในจำนวนเด็กที่ตัวเล็กที่สุดในชั้นเรียน หลายคนจึงจ้องที่จะแกล้งผม เขาผลักผม บางครั้งก็ต่อยด้วย ทำให้ผมรู้สึกโกรธมาก แต่เพราะว่าผมตัวเล็กจึงตอบโต้อะไรไม่ได้ พอโดนมาก ๆ เข้าก็อยากที่จะเรียนหาวิธีป้องกันตัวและสร้างความแข็งแกร่งให้ตัวเอง ซึ่งมวยไทยคือสิ่งที่ตอบโจทย์ผม คือทั้งได้ป้องกันตัว และหาเงินช่วยเหลือครอบครัว”

 

 

เดิมที พงษ์ศิริ ไม่สนใจมวยไทยสักเท่าไหร่ ทั้งที่คนในบ้านโดยเฉพาะพ่อชอบดูมวยเป็นชีวิตจิตใจ กระทั่งช่วงอายุ 13 ปีสมัยที่เขาฝึกงานอยู่ในอู่ซ่อมรถที่อำเภอฮอด และได้ไปทดลองซ้อมมวยจากการชักชวนของลุงคนหนึ่งที่เขารู้จัก แค่เพียงครั้งแรกเขาก็ติดใจ และอยากเอาจริงเอาจังทางด้านนี้ พ่อของเขาซะอีกที่เป็นคนสั่งห้าม

“สมัยก่อนพ่อผมชอบดูมวยไทยช่อง 7 สีเป็นประจำ แต่ผมไม่สนใจเลย พอได้ไปซ้อมมวยครั้งแรกผมกลับชอบ และกลับมาถามพ่อว่าผมขอขึ้นชกได้ไหม พ่อตอบว่าไม่ เขาบอกว่าไม่อยากเห็นผมเจ็บ”

ช่วงนั้น พงษ์ศิริ ออกจากบ้านมาอาศัยอยู่ที่วัดเพื่อเรียนหนังสือ เขาจึงแอบไปซ้อมมวยโดยที่พ่อแม่ไม่รู้ แต่ไม่นานความลับก็แตก พ่อแม่ตามมาดูเขาชกมวย และเห็นลูกชายอยู่บนสังเวียนกับคู่แข่งที่ตัวใหญ่กว่ามาก

 

 

“ผมมีคิวขึ้นชกมวยแถวบ้าน จำได้ว่าคู่ชกวันนั้นน้ำหนักมากกว่าผมประมาณ 10 กิโล พอพ่อเห็นคู่ชกเท่านั้นแหละ พ่อต่อว่าผมใหญ่เลยว่าทำไมถึงสู้กับคนตัวใหญ่กว่าตั้งเยอะ และสั่งห้ามผมขึ้นเวที”

วินาทีนั้นคงไม่มีอะไรหยุดเขาได้แล้ว พงษ์ศิริ ขึ้นเวทีทำหน้าที่ของตัวเอง และเดินลงมาพร้อมกับชัยชนะโดยได้รับค่าตัว 200 บาท ซึ่งเขายอมรับว่าเป็นศึกที่หนักเอาการ ในที่สุดความตั้งใจและทุ่มเทของ พงษ์ศิริ ก็ทำให้พ่อแม่ใจอ่อน ยอมเปิดใจสนับสนุนให้เขาเดินหน้าเส้นทางนี้อย่างเต็มที่

จากเด็กตัวเล็ก อ่อนแอ ผอมกะหร่อง พงษ์ศิริ มองเห็นความเปลี่ยนแปลงของตัวเองในทางที่ดีขึ้น เขาไม่ต้องกลัวใครมาแกล้ง และมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น เขาเดินหน้าเส้นทางสายนี้อย่างเต็มตัวโดยใช้ชื่อในการแข่งขันว่า “พันธุ์โหด ทีมเควสไทยแลนด์” สั่งสมกระดูกมวยบนผืนผ้าใบจนกระทั่งเกือบ 90 ไฟต์ และประสบความสำเร็จเป็นถึงแชมป์มวยไทยภาคเหนือ

 

 

พงษ์ศิริ มีความทรงจำที่ดีเกี่ยวกับมวยไทยเสมอ เด็กหนุ่มบางคนหลงเดินทางผิด มัวเมากับยาเสพติด ไม่มีงาน ไม่มีอาชีพ แต่สำหรับเขาการเข้าไปอยู่ในค่ายมวยทำให้เขามีระเบียบวินัย ได้มิตรภาพจากคนที่มีใจรักในการศิลปะการต่อสู้เหมือนกัน ค่ายจึงเป็นเสมือนบ้านหลังที่สอง เขายังจำภาพนั่งหลังรถปิกอัพไปกับชกมวยกับเพื่อน ๆ ได้ดี เป็นอะไรที่เขาไม่เคยลืม ยกเว้นแต่เพียงเรื่องเดียวที่เขามีความทรงจำแย่ ๆ เกี่ยวกับวงการนี้ เมื่อเขาถูกโกงค่าตัว…

พงษ์ศิริ เริ่มตระหนักว่าหนทางนี้อาจไม่สดใส อีกทั้งนักมวยไทยในตลาดมีจำนวนมากที่ต้องแก่งแย่งกัน เขาจึงมองหาโอกาสใหม่ ๆ กระทั่งได้รู้จักกีฬาการต่อสู้แขนงใหม่อย่าง การต่อสู้แบบผสมผสาน (MMA) ซึ่งไปจัดการแข่งขันที่เชียงใหม่และเขาได้มีโอกาสไปนั่งดูจึงเกิดความชอบ แต่คนไทยน้อยคนนักจะรู้จักกีฬาประเภทนี้ ทั้งที่ตลาดต่างชาติเป็นที่นิยมกันมาก แถมรายได้ยังสูงกว่าการชกมวยไทยซะอีก

 

 

ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็น การต่อสู้แบบผสมผสาน คือการนำศิลปะการต่อสู้หลายแขนงมาใช้ร่วมกันทั้งในการยืนสู้และนอนสู้ นักกีฬาจึงต้องเรียนรู้ทักษะการต่อสู้ที่หลากหลาย พงษ์ศิริ ซึ่งมีพื้นฐานมวยไทย จึงต้องศึกษาหาความรู้แขนงอื่นเพิ่มเติมโดยเฉพาะเกมนอนสู้ เพื่อใช้ป้องกันตัวและเล่นงานคู่แข่งขันเมื่อต้องลงไปเล่นในเกมภาคพื้น

พงษ์ศิริ เดินทางจากเหนือสู่ใต้เพื่อไปซ้อมที่ ค่ายไทเกอร์มวยไทย อันโด่งดังที่จังหวัดภูเก็ต เขามีชีวิตใหม่กับกีฬาใหม่ โดยคว้าชัยชนะด้วยการน็อกเอาต์หลังจากอายุครบ 18 ปีเพียง 4 วัน

“ผมยังไม่ได้ทิ้งมวยไทย แต่ผมเอาจุดเด่นของผมในมวยไทยคือการยืนต่อย ดักเตะวงนอกมาผสมผสานการต่อสู้ MMA แต่ผมยังต้องเรียนรู้ศาสตร์ของ MMA อีกเยอะมากเพราะผมยังทำได้ไม่ดีในจังหวะแก้เมื่อโดนคู่ต่อสู้เข้ามาเทกดาวน์ เพื่อชวนให้เราลงไปนอนสู้กับพื้น แต่ถือว่ารายได้จากการชก MMA เปลี่ยนชีวิตผมให้ดีขึ้นมาก ผมนำเงินจำนวนหนึ่งออกรถกระบะให้คุณพ่อ และเก็บเงินไว้อีกส่วนหนึ่งเพื่อส่งตัวเองเรียนจนจบ กศน.ได้”

 

พงษ์ศิริ vs โรบิน คาตาลัน (10 พ.ค.62)

 

ก่อนตบเท้าเข้าสู่ วัน แชมเปียนชิพ พงษ์ศิริ เก็บสถิติไร้พ่ายได้ถึง 6 ไฟต์ ซึ่งเป็นการปิดเกมแบบไม่ครบยกถึง 5 ครั้ง หลังจากนั้นเมื่อมาสานต่อความสำเร็จในเวทีระดับโลก เขาเก็บชัยชนะด้วยการเผด็จศึกคู่แข่งอีก 4 คน ทั้ง เจ ตุย นี (เมียนมา), เรบิน คาตาลัน (ฟิลิปปินส์), เจเรมี มิเอโด (ฟิลิปปินส์) และ โรบิน คาตาลัน (ฟิลิปปินส์)

ช่วงหลัง พงษ์ศิริ ต้องฝ่าด่านตัวเก่งของรุ่นมากมายทั้ง โจชัว พาซิโอ (แชมป์โลก ONE รุ่นสตรอว์เวต คนปัจจุบัน), โยชิตากะ นาอิโอะ (อดีตแชมป์โลก ONE รุ่นสตรอว์เวต ที่กระชากเข็มขัดจาก เดชดำรงค์ ส.อำนวยศิริโชค แบบไม่ครบยก), ลิโต อาดิวัง (ดาวดังจากทีมลาไคย์แห่งฟิลิปปินส์ที่ฟอร์มกำลังมาแรง) ฯลฯ จึงทำให้สถิติของเขาในระยะหลังค่อนข้างลุ่ม ๆ ดอน ๆ

อย่างไรก็ตามสำหรับ พงษ์ศิริ ในวัยเข้าสู่เบญจเพสวันนี้ เขากำลังศึกษาระดับปริญญาตรีชั้นปี 1 สาขาวิชาส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์ ของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เขายังคงเดินหน้าต่อไปในฐานะนักกีฬาการต่อสู้แบบผสมผสานตัวแทนประเทศไทย และเป็นความภาคภูมิใจของชาวดอยที่ได้ชื่อว่าเป็นนักกีฬาบนเวทีระดับโลก

 

อ่านเพิ่มเติม:

โหลดเพิ่มเติม

สมัครเพื่อไม่พลาดข่าวเด็ด

เพื่อไม่พลาดข่าวสารของ วัน แชมเปียนชิพ สมัครตอนนี้! เพื่ออ่านข่าวล่าสุดก่อนใคร รวมทั้งร่วมสนุกลุ้นรับของรางวัลสุดว้าวและรับสิทธิพิเศษในการเข้าชมการแข่งขันแบบไลฟ์สด
การส่งแบบฟอร์มนี้ถือว่าท่านให้ความยินยอมให้เรารวบรวม ใช้งาน และเปิดเผยข้อมูลของท่านภายใต้นโยบายความเป็นส่วนตัวของเรา ท่านสามารถยกเลิกการสมัครรับข่าวสารได้ตลอดเวลา