รู้จัก “โจ ณัฐวุฒิ” คู่ชกใหม่ “ตะวันฉาย” อย่างรวดเร็วใน 5 เรื่อง

Jo Nattawut Jamal Yusupov ONE159 1920X1280 2

ทำความรู้จัก “โจ ณัฐวุฒิ” นักมวยมาดอินดี้ วัย 34 ปี จากนักมวยไทยที่ไม่ค่อยมีใครสนใจ สู่การเริ่มต้นชีวิตใหม่ในอเมริกา จนกระทั่งกลายเป็นนักมวยดาวดังระดับโลก และกำลังจะได้เป็นคู่ชกคนใหม่ของ “ตะวันฉาย”

ชื่อของ “โจ ณัฐวุฒิ” กลับมาถูกพูดถึงจากแฟนกีฬาการต่อสู้ทั่วโลกตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังอาสารับเผือกร้อน ชนิดที่มีเวลาเตรียมตัวไม่ถึง 2 สัปดาห์ โดยมาเสียบแทน “ซุปเปอร์บอน สิงห์มาวิน” ที่ได้รับบาดเจ็บต้องขอถอนตัว เพื่อพบกับ “ตะวันฉาย พีเค.แสนชัยฯ” แชมป์โลก ONE มวยไทย รุ่นเฟเธอร์เวต (145 – 155 ป. ) ในกติกาคิกบ็อกซิ่ง รุ่นเฟเธอร์เวต ในศึก ONE Fight Night 15: ธานฮ์ เล vs อิลยา เฟรย์มานอฟ วันเสาร์ที่ 7 ต.ค.นี้ ณ สนามมวยเวทีลุมพินี (รามอินทรา) 

โดยการพบกันระหว่าง “โจ ณัฐวุฒิ” และ “ตะวันฉาย พีเค.แสนชัยฯ” ในครั้งนี้ มีการปรับกติกามาเป็นการประชันฝีมือกันในกติกาคิกบ็อกซิ่ง รุ่นเฟเธอร์เวต แทนเพื่อความเหมาะสม


231007 OFN15 MU TawanchaiVSNattawut 1200x1200px TH


แต่ก่อนที่ทุกท่านจะได้รับชมการหวนกลับมาโชว์ฝีมือระดับโลก ครั้งแรกในรอบ 1 ปี 2 เดือน ในรายการ ONE ของ “โจ ณัฐวุฒิ” อีกครั้ง วันนี้เราขออาสาพาผู้อ่านทุกท่านไปรู้จักนักชกอินดี้ลูกหลานเมืองย่าโมโคราชให้ดียิ่งขึ้นผ่านเรื่องราวที่จะทำให้คุณต้องทึ่งในเส้นทางชีวิตที่ต้องดิ้นรนอย่างหนัก กว่าจะก้าวมาถึงทุกวันนี้ได้ของผู้ชายคนนี้


#1 นักมวยไทยนอกสายตาสู่การเป็นพนักงานโรงแรม


ย้อนกลับไปในปี 2551 สมัยที่ “โจ ณัฐวุฒิ” ยังโลดแล่นอยู่ในวงการมวยไทย โดยใช้ชื่อว่า “ธนะศักดิ์ ส.บุญเลี้ยง” หรือ “เพชรชมพู ท็อปคิงส์บ็อกซิ่ง” ในเวลานั้นแม้ “โจ” จะได้รับโอกาสขึ้นโชว์ฝีมืออันไม่ธรรมดาตามเวทีทหาร และรายการถ่ายทอดสดอยู่บ่อยครั้ง แต่สุดท้ายจะด้วยวาสนาหรืออะไรก็ตามแต่ ชื่อของเขากลับไม่ดังติดตลาด จนทำให้กลายเป็นนักมวยที่อยู่นอกกระแส และได้รับค่าตัวสูงสุดในขณะนั้น เพียงแค่ไฟต์ละ 7,000 บาทเท่านั้น

หลังผ่านไป 1 ปีครึ่ง “โจ” เริ่มรู้ตัวว่าตนเองคงไม่ประสบความสำเร็จในวงการมวยไทย จึงตัดสินใจหันหลังให้กับวงการเพื่อมองหาอาชีพใหม่ที่มั่นคงกว่าเดิม โดยตัดสินใจย้ายไปอยู่เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี และเลือกทำงานทุกอย่างในร้านอาหารและโรงแรมซึ่งสามารถหาเงินได้มากกว่าการชกมวยเสียอีก


#2 อยู่ไทยไม่รุ่ง มุ่งล่าฝันแดนลุงแซม


“โจ” ในขณะนั้นที่อายุ 23 ปี ได้รับการชักชวนจากคนรู้จักให้ไปอยู่อเมริกา แม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายในการตัดสินใจ เนื่องจากภาษาอังกฤษ ก็ยังพูดไม่ได้ แต่ในเมื่อไม่เห็นช่องทางในเมืองไทยที่จะพลิกชีวิตให้ดีขึ้นได้ จึงขอตัดสินใจบินไปตายเอาดาบหน้า โดย “โจ” เริ่มต้นชีวิตใหม่ในอเมริกา ในเดือน มี.ค.2556 จากการทำงานเป็นผู้ช่วยกุ๊ก ที่โรงแรมบนเขาในรัฐโคโลราโด 

หลังทำงานหามรุ่งหามค่ำไปได้ไม่นาน โชคชะตาฟ้าลิขิตให้ “โจ” ได้มีโอกาสรู้จัก “ขุนพล เดชคำภู” หรือ “ขุนพล แก้วสัมฤทธิ์ (ช.โรจนชัย)” อดีตนักมวยไทยชื่อดัง ที่เป็นเจ้าของยิมในรัฐแอตแลนตา กำลังประกาศตามหาเทรนเนอร์สอนมวยไทย เพื่อไปทำงานที่ยิม กลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญให้ “โจ” ได้กลับมาทำงานในสิ่งที่ตัวเองรักอีกครั้ง


#3 คว้าแชมป์โลกสองรุ่น โด่งดังคับอเมริกา


ในเดือน ส.ค.57 “โจ” ที่ในขณะนั้นทำหน้าที่เป็นเทรนเนอร์สอนมวยไทย ได้รับการทาบทามให้ขึ้นชกในรายการ Lion Fight ซึ่งเป็นรายการมวยไทยชื่อดังของอเมริกาในฐานะมวยแทน โดยแม้จะมีเวลาเตรียมตัวล่วงหน้าแค่ 10 วัน แต่ “โจ” ไม่ขอปล่อยให้โอกาสทองหลุดลอย เลือกตอบรับข้อเสนอดังกล่าว และสามารถแจ้งเกิดได้ทันที ด้วยการเอาชนะมวยดังชาวบราซิล อย่าง “คอสโม อเล็กซานเดร” ไปได้อย่างเหนือความคาดหมาย

หลังจากนั้น “โจ” ที่เครื่องเริ่มติดเก็บชัยชนะมา 3 ไฟต์ติดต่อกัน ได้รับโอกาสขึ้นชิงแชมป์รุ่น 154 ป. และสามารถคว้าแชมป์มาครองได้สำเร็จ จนทำให้เริ่มมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วอเมริกา ซึ่งหลังจากนั้น “โจ” ยังสามารถป้องกันแชมป์เอาไว้ได้อีกถึง 6 ครั้ง ก่อนจะเบ่งน้ำหนักขึ้นไปคว้าแชมป์เส้นที่สองของรายการในรุ่น 160 ปอนด์ มาครองได้อีก



“โจ” มีสถิติการขึ้นชกในอเมริกาที่น่าทึ่ง ด้วยการเก็บชัยชนะไปได้ถึง 9 ครั้งจากทั้งหมด 10 ไฟต์ โดยครั้งเดียวที่ “โจ” พลาดท่าปราชัย เกิดขึ้นในเดือนพ.ค. 2559 ด้วยการพ่ายให้กับ “The Immortal” รีเกียน เออร์เซล เจ้าของเข็มขัดแชมป์โลก ONE มวยไทย รุ่นไลต์เวต (155 – 170 ป.) ผู้ไร้เทียมทาน คนปัจจุบัน ในรายการ Lion Fight

กระทั่งเดือน เม.ย.61 “โจ” ได้รับโอกาสครั้งสำคัญในการเซ็นสัญญาเข้ามาเป็นนักกีฬาในสังกัดของ ONE อย่างเป็นทางการ โดยปัจจุบัน “โจ” ผ่านการขึ้นสังเวียนไปแล้ว 9 ไฟต์ด้วยกัน และสามารถเก็บชัยชนะมาครองได้ถึง 5 ครั้ง


#4 เปิดยิมของตนเองจากน้ำพักน้ำแรง


หลังจากไปปักหลักอยู่ในอเมริกาได้ 7 ปี “โจ” ใช้เงินที่เก็บหอมรอมริบจากน้ำพักน้ำแรง นำมาลงทุนสร้างยิมสอนศิลปะการต่อสู้อย่างเต็มตัวในชื่อ United Training Center (UTC) ซึ่งตั้งอยู่ที่ นอร์ต ดีคาล์บ มอลล์, ลอว์เรนซ์วิลล์ ไฮเวย์ เมืองดีเคเตอร์ รัฐจอร์เจีย นครแอตแลนตา สหรัฐอเมริกา

“โจ” ทุ่มทั้งแรงกาย เงินทุน และความคิดก่อร่างสร้างยิมแห่งนี้แต่เพียงผู้เดียว โดยออกแบบให้เป็นยิมในฝันที่เขาต้องการ ด้วยขนาดพื้นที่เกือบ 5,000 ตารางฟุต หรือราว 460 ตารางเมตร เหมาะสมกับผู้รักการออกกำลังกายทุกเพศทุกวัย แบ่งชั้นเรียนสำหรับผู้ใหญ่และเด็ก อีกทั้งยังมีคลาสสอนศิลปะการต่อสู้ ทั้งมวยไทย คิกบ็อกซิ่ง บราซิลเลียนยิวยิตสู และศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสาน (MMA)

แต่เนื่องจากเจอพิษโควิด ปัจจุบันจึงจำเป็นต้องปิดยิมไป โดย “โจ” ผันตัวเป็นเทรนเนอร์อิสระ รับสอนมวยไทยและคิกบ็อกซิ่งสำหรับผู้ที่สนใจทั่วไป


#5 หัวใจสุนทรี หลงใหลในเสน่ห์ของกีตาร์


ในยามว่างจากการชกมวย “โจ” มีงานอดิเรกที่สุนทรีไม่แพ้ใครอย่างการเล่นกีตาร์ โดยเจ้าตัวหัดเล่นมาตั้งแต่อายุ 15 ปี และหลงใหลในมนต์เสน่ห์ของเสียงกีตาร์ ถึงขั้นเคยทุ่มเงินหลักแสนซื้อกีตาร์ไฟฟ้า Gibson Slash Les Paul Standard (กิบสัน สแลช เลส พอล สแตนดาร์ด) มาแล้ว ขณะที่เพลงโปรดในดวงใจที่ชอบเล่นเป็นพิเศษ คือเพลง “อะไรก็ยอม” ของ “เสก โลโซ” และเพลง “Don’t Cry” ของวง “Guns N’ Roses” 

ติดตาม “โจ vs ตะวันฉาย” ในศึก ONE Fight Night 15 ถ่ายทอดสดจากสนามมวยเวทีลุมพินี (รามอินทรา) ประเทศไทย วันเสาร์ที่ 7 ต.ค.66 สามารถจองบัตรเข้าชมในสนามผ่านทาง THAI TICKET MAJOR เริ่มคู่แรกเวลา 07.00 น. และรับชมผ่านช่องทางต่าง ๆ ดังนี้

ดูเพิ่มเติมในหมวด บทความ

Cover_OFN24_Amy01
Hiroba Minowa Gustavo Balart ONE 165 12
Danielle Kelly Jessa Khan ONE Fight Night 14 8 scaled
Kulabdam Sor Jor Piek Uthai VS Nabil Anane (12)
Pongsiri PK Saenchai VS Soe Lin Oo (19)
ONE_TH Two_Sports_Champ 1920x1278px
OL68 Suablack vs Kiamran Nabati (7)
Double_Bonus 68 1920x1278
Nakrob vs Tagir Khalilov (3)
Carlo Bumina ang vs Chayan Oorzhak (19)
masaaki 16 9
Johan Estupinan vs Kuota Omori (12)