บทความ

เปิดปูม “รถถัง” จากค่าตัวหลักร้อย สู่แชมป์โลกเงินล้าน

ในสายตาของคนทั่วไป อาชีพนักมวยอาจจะเปรียบเสมือนสุนัขล่าเนื้อตัวหนึ่ง ที่ต้องใช้ทั้งความแข็งแกร่ง ต่อสู้แย่งชิงก้อนเนื้อชิ้นนั้น เพื่อความอยู่รอดของตัวมันเอง เฉกเช่นนักมวยต้องสู้บนเวที แม้จะต้องเจ็บตัวถึงขั้นเลือดตกยางออก ก็ต้องทำเพื่อแลกกับเงินและฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของครอบครัว

อย่างเช่นหนุ่มนักชกจอมเดินชนจากพัทลุง “The Iron Man” รถถัง จิตรเมืองนนท์ แชมป์โลก ONE มวยไทย รุ่นฟลายเวต ที่เพิ่งป้องกันแชมป์ครั้งแรกได้สำเร็จด้วยการเอาชนะคะแนน “วอลเตอร์ กอนซาลเวส” ผู้ท้าชิงจากบราซิลไปอย่างสุดมันส์ ในศึกใหญ่แห่งปี ONE: CENTURY II เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ที่ผ่านมา ณ สังเวียน เรียวโงกุ โกกุงิกัง กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น  พร้อมฟันค่าตัวไป 7 หลัก ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่มหาศาลสำหรับบรรดานักมวยไทยอาชีพ

???? RODTANG REIGNS SUPREME ????

???? RODTANG REIGNS SUPREME ????Thai superstar Rodtang Jitmuangnon ???????? overcomes a gutsy effort by Walter Goncalves to retain the ONE Flyweight Muay Thai World Title via split decision!????: Check local listings for global broadcast details????: Watch on the ONE Super App ???? http://bit.ly/ONESuperApp????: Shop Official Merchandise ???? http://bit.ly/ONECShop

Posted by ONE Championship on Sunday, October 13, 2019

แต่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าเขาต้องฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ นานามากแค่ไหน กว่าจะประสบความสำเร็จถึงจุดนี้ได้ และเชื่อหรือไม่ว่าหนุ่มจากแดนใต้รายนี้ เริ่มต้นเส้นทางการค้ากำปั้นด้วยค่าเหนื่อยเพียงหลักร้อยเท่านั้น

“ผมต่อยไฟต์แรกตอนสมัยอยู่ชั้น ป.5 ตอนนั้นหัวหน้าค่ายส่งผมไปชกในฐานะมวยแทน เพราะเพื่อนของผมนอนป่วยอยู่ไปชกไม่ไหว”

“จำได้ว่าวันนั้นผมชกที่ อ.ห้วยยอด จ.ตรัง กว่าจะไปถึงเวที ต้องขับรถผ่านภูเขาหลายลูก ฝ่าโค้งมรณะอีกนับไม่ถ้วน จนผมเมารถ อ้วกแตก แต่พอไปถึง ผมขึ้นชกและชนะ ได้ค่าตัวมา 300 บาท มันรู้สึกหายเหนื่อยเพราะบอกตรงๆ ว่าในชีวิต เคยจับแต่เหรียญ อย่างดีก็แค่แบงก์ยี่สิบ นี่คือครั้งแรกจริงๆ ที่ได้สัมผัสแบงก์สีแดงๆ รู้สึกดีใจมากครับ”

ด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจฝึกซ้อม รถถัง ใช้เวลาเพียงไม่กี่ปี ในการยกระดับฝีมือตัวเองและอัพค่าตัวขึ้นเป็นหลักพัน ก่อนที่จะได้โอกาสมาชกในกรุงเทพฯ เมืองที่ใฝ่ฝันของนักชกภูธรหลายๆ คน

“ตอนนั้นยังชกอยู่ใต้ ได้ค่าตัวประมาณ 5-6 พันต่อไฟต์ หัวหน้าค่ายเริ่มเห็นแววผม จึงพาผมมาชกที่กรุงเทพ แต่เชื่อไหมว่าตอนนั้นผมรู้สึกอยากจะเลิกชกมวยมากๆ ผมคิดถึงบ้าน ปฏิเสธหลังชนฝา แต่สุดท้ายก็มาชก และลาออกจากโรงเรียนตอน ม.2 เพื่อเผชิญชีวิตในเมืองกรุง”

เด็กหนุ่มจากแดนใต้ เดินทางเข้าสู่เมืองกรุง พร้อมพกความฝันที่อยากจะมีชีวิตที่ดีขึ้น แต่หลังจากเสร็จสิ้นการชกและได้รับค่าตัวหลักหมื่นบาท การเผชิญโลกใบใหม่ที่กว้างใหญ่โดยลำพัง ทำให้เด็กหนุ่มหลงระเริงไปกับ แสง สี เสียง ค่าตัวที่หามาได้ แทบจะไม่เคยเหลือเก็บซักครั้ง

“ช่วงแรกๆ ที่มาอยู่กรุงเทพ ผมใช้เงินเยอะมาก อยากได้อะไรก็ซื้อ ไม่ว่าจะโทรศัพท์ รองเท้า และอีกหลายอย่าง แถมช่วงนั้นใจป้ำ พาเพื่อนไปเที่ยวทุกที่ กับเพื่อนถึงไหนถึงกัน หมดคือหมด ไม่รู้จักเก็บซักบาท ช่วงนั้นผมเกเรมากยอมรับเลย”

แต่เมื่อมีรุ่งก็ต้องมีร่วง รถถัง ตัดสินใจออกจากเมืองกรุงแล้วมุ่งหน้าสู่แดนอีสานเพื่อไปตระเวนชกมวยเพื่อหาความท้าทายใหม่ๆ แม้จะได้ค่าตัวน้อยลงกว่าเดิม

ไม่นานชื่อของเขาเริ่มติดหูแฟนมวยชาวอีสาน จนได้โอกาสกลับมากรุงเทพฯ อีกครั้ง แต่ทว่าการกลับมาเมืองกรุงภาคนี้ไม่เหมือนคราวที่แล้ว เพราะช่วงที่เขาชกแถบภาคอีสาน ด้วยความที่เขาไม่ค่อยดูแลน้ำหนักตัว ลดน้ำหนักยากทำให้ฟอร์มการชกไม่เหมือนเดิม เป็นเหตุให้เขาแพ้ติดต่อกันถึง 4-5 ไฟต์ ในกรุงเทพฯ

แม้จะท้อแท้จนเกือบจะถอดใจเลิกชกมวย แต่ด้วยกำลังใจจาก “พ่ออ้วน” (อ้วน จิตรเมืองนนท์) ทำให้เขากลับมาฮึตสู้บนสังเวียนเลือดอีกครั้ง

“ตอนนั้นยอมรับว่าท้อมาก ชกกับใครก็แพ้ รู้สึกเริ่มไม่อยากชกแล้ว พอแล้ววงการมวย แต่ทุกครั้งที่ผมท้อ ก็มี พ่ออ้วน ที่คอยพูดให้กำลังใจ และเป็นแรงกระตุ้นอยู่ตลอดเวลา มีคำพูดหนึ่งที่ผมยังจำได้ทุกวันนี้ แกบอกกับผมว่า ‘ถ้าเลิกชกมวย มึงจะเอาอะไรกิน ทำงานก่อสร้างได้วันละสามร้อย หลังเคล็ด หลังงอ เหนื่อยทั้งวัน จะเอาเหรอ อดทนหน่อยซักวันต้องเป็นวันของเราลูกเอย’ คำพูดนี่แหละที่ทำให้ผมตัดสินใจฮึดกลับมาสู้อีกครั้ง”

จากคำพูดของ “อ้วน จิตรเมืองนนท์” ในวันนั้นทำให้ รถถัง มุ่งมั่นตั้งหน้าตั้งตาซ้อม จนกลับมาฉายฟอร์มเก่งอีกครั้ง จากที่เคยได้ค่าตัวหลักหมื่น เขยิบขึ้นมาเป็นหลักแสน และตระเวนชกทุกเวทีทั่วกรุงเทพ จนชื่อ “รถถัง จิตรเมืองนนท์” กลายเป็นมวยขึ้นห้าง ชกกับใคร ที่ไหน แฟนมวยก็รอติดตามชม

ด้วยฟอร์มการชกที่บู๊ดุดัน ทำให้ไปสะดุดตา “ชาตรี ศิษย์ยอดธง” ผู้ก่อตั้ง วัน แชมเปียนชิพ จนได้มีการติดต่อทาบทามให้นักชกจอมบู๊รายนี้ มาชกวาดลวดลายบนเวทีระดับโลก

แม้จะเป็นไฟต์แรกในสีเสื้อ วัน แชมเปียนชิพ แต่เขาก็ได้ค่าตัวถึง 6 หลัก มากกว่าที่ชกในสนามมวยบ้านเราเกินกว่าเท่าตัว หลังผ่านไฟต์แรกด้วยการเอาชนะคะแนน“Samurai” เซอร์จิโอ วีลเซน ไปอย่างสวยงามและประทับใจผู้ชม  รถถัง ก็ถูกวางคิวให้ขึ้นชกอย่างต่อเนื่อง 6 ไฟต์ภายในปีเดียว ถือเป็นนักชกคิวทองมากที่สุดคนหนึ่งของ วัน แชมเปียนชิพ เลยก็ว่าได้

เมื่อ รถถัง ก้าวขึ้นมาเป็นแชมป์โลก ONE มวยไทย รุ่นฟลายเวต หลังจากเอาชนะคะแนน “The General” โจนาธาน แฮ็กเกอร์ตี เจ้าของตำแหน่งชาวอังกฤษในขณะนั้น ทำให้ค่าตัวของ รถถัง พุ่งขึ้นมาเป็น 7 หลัก และเป็นครั้งแรกที่เขาได้รับค่าตัวหลักล้าน

ไม่น่าเชื่อว่าจากมวยภูธรต่างจังหวัดที่เริ่มอาชีพนักมวยด้วยค่าตัวเพียงหลักร้อย จะสู้ชีวิตและฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ จนกลายเป็นแชมป์บนเวทีระดับโลก ที่ค่าตัวพุ่งถึงหลักล้าน แต่ทุกอย่างอาจจะไม่เกิดขึ้น หากเขาไม่ได้กำลังใจที่ดีจากครอบครัวและคนรอบข้าง

“ครอบครัวคอยอยู่เคียงข้างผมเสมอ ไม่ว่าตัวผมจะเป็นอย่างไร จะแพ้หรือชนะกลับมา พวกเขาก็คอยให้กำลังใจ วันนี้ผมมีคนรักเยอะ ถ้าวันหนึ่งผมไม่มีเงิน ไม่มีอะไรเลย ผู้คนเหล่านั้นก็พร้อมจะทิ้งผมได้ แต่กับครอบครัวไม่เคยทิ้งผมเลยครับ พวกเขาอยู่ข้างผมเสมอ”

“อยากให้นักมวยทุกคน รักครอบครัวให้มากๆ โดยเฉพาะพ่อแม่ มีอะไรก็ให้แกไปเถอะครับ พวกท่านไม่รู้จะอยู่กับเราได้นานแค่ไหน ผมมองว่ามันเป็นผลบุญที่ผมได้รับนะ ให้แกไปเท่าไร ผมได้กลับมาเป็นสิบเท่า พ่อแม่นี่แหละครับ ที่ทำให้ผมเป็น รถถัง ได้อย่างที่เป็นทุกวันนี้”

อ่านเพิ่มเติม: