ปิดฉากยิ่งใหญ่! “ทาเครุ” ทิ้งท้ายไฟต์อำลาสมศักดิ์ศรีฐานะแชมป์โลก ONE
“ทาเครุ” ซูเปอร์สตาร์ญี่ปุ่น เขียนบทอำลาสุดสมบูรณ์แบบ ผงาดคว้าเข็มขัดแชมป์โลก ONE คิกบ็อกซิง รุ่นฟลายเวต เฉพาะกาล (125-135 ป.) หลังเอาชนะคู่ปรับตลอดกาล “รถถัง จิตรเมืองนนท์” ในไฟต์ล้างตาสุดเดือด ศึก ONE ซามูไร 1 เมื่อวันที่ 29 เม.ย. ที่ผ่านมา ณ อาริอาเกะ อารีนา กรุงโตเกียว
นักชกขวัญใจแดนปลาดิบปิดฉากเส้นทางนักสู้อย่างยิ่งใหญ่ โชว์ความแกร่งและชั้นเชิงระดับโลกต่อหน้าแฟนเจ้าถิ่น ใช้กำปั้นไล่ถล่ม “รถถัง” จนร่วงลงไปกองพื้นถึง 4 ครั้ง ก่อนเอาชนะทีเคโอ ครองเข็มขัด ONE ได้สำเร็จ พร้อมกับปิดบัญชีแค้นอย่างสะใจ หลังเคยพ่ายน็อกในยกแรกจากการพบกันครั้งก่อน ทว่าเจ้าตัวยอมรับว่าช่วงเวลาก่อนก้าวขึ้นสังเวียนเต็มไปด้วยความกดดันและกังวลใจ
“ผมไม่อยากสดงความอ่อนแอเลยเงียบไว้ แต่ทุกคืนผมฝันร้ายซ้ำ ๆ ว่าโดนน็อก หมดสติ หรือขาหัก ผมกลัวว่าจะทำให้ทุกคนผิดหวัง ตอนนี้ความรู้สึกที่ชัดที่สุดของผมมีแค่อย่างเดียว คือดีใจที่ยังมีชีวิตกลับมา”
ความหวาดกลัวแบบนั้นอาจทำให้นักชกคนอื่นถึงขั้นไปไม่เป็น โดยเฉพาะในจังหวะแลกเดือดที่ “ทาเครุ” เปิดหน้ารับหมัดจาก “รถถัง” แบบเต็ม ๆ ซึ่งต่างจากการเจอกันครั้งแรกในศึก ONE 172 เมื่อเดือน มี.ค.68 ที่เขาถึงกับร่วงลงไปกองหลังทนแรงหมัดซ้ายของคู่ชกไม่ไหว แต่ไฟต์นี้ “ทาเครุ” มาแบบพร้อมสุดขีด เพราะเตรียมตัวรับศึกหนักเอาไว้ครบทุกมิติแล้ว
“ไฟต์นี้สนุกมาก ผมอยากแลกหมัดกับเขา เมื่อรู้ว่าชีวิต 30 ปีของการเป็นนักสู้กำลังจะสิ้นสุดลงใน 5 ยกนี้ ผมอยากเอาชนะให้ได้ ขณะเดียวกันก็อยากรับหมัดของ รถถัง ให้มากกว่านี้ ผมสู้ด้วยความรู้สึกที่ปนเปกันไปแบบนั้น”
“ผมศึกษาสไตล์เขามาอย่างละเอียด เขาดูเหมือนออกหมัดแบบดุดันไร้จังหวะ แต่จริง ๆ แล้ว เขาเคลื่อนไหวอย่างมีชั้นเชิง ผมรู้ว่าหมัดเขาหนัก แต่ก็เตรียมตัวมารับมืออย่างเต็มที่ นั่นคือสิ่งที่ทำให้ผมทนยืนอยู่ได้ เพราะนี่คือไฟต์สุดท้าย ผมพร้อมตายมากกว่าที่จะล้ม เลยเดินหน้ารับหมัดทั้งหมด”
ทาเครุ เผยเส้นทางสู่ไฟต์สุดท้าย
หลังคว้าชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ “ทาเครุ” วางนวมลงกลางเวที พร้อมกล่าวอำลาอย่างสุดซึ้งท่ามกลางแฟนมวยนับล้านทั่วโลก
“ผมพูดได้แค่เพียงว่ามีความสุขมาก ในวัย 34 ปี ผมไม่คิดว่าตัวเองจะยังขึ้นชกได้และร่างกายจะสู้ไหว แต่ด้วยแรงสนับสนุนจากผู้คนมากมาย ทำให้ผมสามารถเดินทางมาได้ไกลถึงจุดนี้ในฐานะนักสู้”
“ผมขอขอบคุณทีมงาน ONE ทุกคนจริง ๆ และดีใจมากที่ไฟต์สุดท้ายของผมเกิดขึ้นบนเวทีแห่งนี้”
“ทาเครุ” ยังกล่าวว่า การได้ก้าวเข้าสู่องค์กรศิลปะการต่อสู้ระดับโลกอย่าง ONE ทำให้เขาได้พัฒนาตัวเองไปอีกขั้น จากเดิมที่ยืนอยู่ในจุดของนักสู้ผู้ไร้เทียมทาน แต่เมื่อได้เข้ามาอยู่ใน ONE เขากลับได้เรียนรู้บทเรียนสำคัญ พร้อมทั้งมองเห็นข้อจำกัดของตัวเองอย่างชัดเจน จนนำไปสู่การปรับตัวและยกระดับฝีมือขึ้นอีกขั้น
“การได้มาชกใน ONE ทำให้ผมมองเห็นจุดอ่อนของตัวเองอย่างชัดเจน ที่ผ่านมาผมเคยชนะต่อเนื่องหลายไฟต์ และเคยเชื่อว่าตัวเองจะไม่มีวันแพ้ แต่ใน ONE ผมค้นพบข้อบกพร่องของตัวเอง ผมยอมรับทั้งจุดอ่อนและความจริงที่ว่าร่างกายของผมกำลังค่อย ๆ ถดถอยลงตามกาลเวลา”
“ผมไม่ได้เอาชนะมัน แต่ยอมรับว่าไม่สามารถทำแบบเดิมได้อีก ผมเคยลองชกสไตล์เดิม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ร่างกายผมพัง ผมจึงปรับเปลี่ยนแนวทางของตัวเอง และเพราะนี่คือไฟต์สุดท้าย ผมผลักดันตัวเองถึงขีดสุด ตั้งใจใช้ร่างกายให้หมด แม้มันจะพังลงก็ตาม และสุดท้ายผมก็สามารถประคองตัวอยู่ได้”
ปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ สู่การส่งต่อแรงบันดาลใจ
หลังทุ่มสุดตัวในไฟต์อำลา “ทาเครุ” ยืนยันว่าไม่มีความคิดจะกลับมาชกอีก โดยตั้งใจทิ้งมรดกตกทอดจากผลงานของเขาตลอด 3 ทศววรษ ไว้ให้แก่วงการศิลปะการต่อสู้ญี่ปุ่น โดยเฉพาะวงการคิกบ็อกซิงที่เคยซบเซาหลังการอำลาสังเวียนของ “มาซาโตะ โคบายาชิ” ซึ่งเขาไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีก
“เส้นทางนักสู้ของผมจบลงในวันนี้ แต่ผมไม่อยากให้ความสนใจในศิลปะการต่อสู้ญี่ปุ่นหายไป มาซาโตะ เป็นคนสร้างวงการนี้ขึ้นมา แต่เมื่อเขาอำลาเวที วงการก็ซบเซาลง ซึ่งผมเองก็เคยผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนั้นมาแล้ว สำหรับเด็ก ๆ ที่เริ่มต้นเพราะชื่นชมผม รวมถึงนักสู้รุ่นต่อไป ผมอยากทิ้งเวทีที่ยิ่งใหญ่เอาไว้ให้พวกเขาได้ก้าวขึ้นมาแสดงฝีมือ”
ในวันที่ซูเปอร์สตาร์แห่งวงการก้าวลงจากสังเวียน เขาหวังให้ชัยชนะครั้งสำคัญเหนือ “รถถัง” ในไฟต์นี้ กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับทุกคนที่ยังไม่มั่นใจในศักยภาพของตัวเอง โดย “ทาเครุ” ยอมรับว่าเขาเองไม่ได้มีพรสวรรค์ติดตัวมาแต่กำเนิด แต่ด้วยความหลงใหลและความมุ่งมั่น ทำให้เขาก้าวขึ้นมาประสบความสำเร็จได้อย่างยิ่งใหญ่
“ผมแทบไม่มีพรสวรรค์ด้านศิลปะการต่อสู้เลยในช่วงแรก ผมเริ่มฝึกตั้งแต่ประถมแต่ก็ยังเอาชนะใครไม่ได้ ความสามารถด้านกีฬาก็อยู่ในระดับธรรมดาเท่านั้น แต่สุดท้ายก็พัฒนาตัวเองจนแข็งแกร่งและสร้างผลงานแบบนี้ได้ เพราะฉะนั้นผมไม่อยากให้ใครที่มีความฝันยอมแพ้”
“ถ้าผมไม่ได้ค้นพบศิลปะการต่อสู้ ชีวิตผมคงไร้ความหมายไปแล้ว แม้ตอนนี้ผมจะอายุเพียง 34 ปี แต่การต่อสู้ทำให้ชีวิตผมมีความหมายมาก และผมก็มีแต่ความรู้สึกขอบคุณจากหัวใจจริง ๆ”
แฟนกีฬาการต่อสู้สามารถติดตามข่าวสารอัปเดตของ ONE ได้ที่เว็บไซต์ ONEFC.com รวมถึงโซเชียลมีเดียของ ONE ประเทศไทย ได้แก่ Facebook ONE Championship Thailand Instagram ONEChampTh และ TikTok ONEChampTH