บทความ

“ร็อกกี อ็อกเดน” ปั้นตัวเองจนแกร่งบนเวทีผืนผ้าใบ

14 ก.พ. 2020

กว่าจะเป็นนักมวยไทยอย่างทุกวันนี้ “ร็อกกี อ็อกเดน” ก็ต้องจากบ้านเกิดเมืองนอนและอาศัยอยู่อย่างโดดเดี่ยว เพื่อมาพิสูจน์ฝีมือตัวเองในถิ่นกำเนิดของมวยไทยตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น

แชมป์โลกหนุ่มจากออสเตรเลียวัย 20 ปี กำลังจะได้รับโอกาสให้ลงสนามล่ารางวัลใหญ่ที่สุดในชีวิต โดยเผชิญหน้ากับเจ้าตำนานมวยไทย วัย 36 ปี “สามเอ ไก่ย่างห้าดาว” ในศึก ONE: KING OF THE JUNGLE ซึ่งจะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์นี้ ที่ประเทศสิงคโปร์ โดยมีเข็มขัดแชมป์โลก ONE มวยไทย รุ่นสตรอว์เวต เดิมพัน

ก่อนที่เราจะได้เห็นการประลองอาวุธระหว่างดาวรุ่งหนุ่มฟอร์มสดกับยอดฝีมือระดับตำนาน เราจะพาไปทำความรู้จักเขาให้มากกว่านี้ ในฐานะนักมวยหน้าใหม่ที่กำลังจะเปิดตัวใน วัน แชมเปียนชิพ เป็นครั้งแรก

ชีวิตวัยเด็กที่ควีนส์แลนด์

Lachy Rocky Ogden

ร็อกกี เกิดที่เรดคลิฟฟ์ รัฐควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย และไปเติบโตในรัฐซันไชน์โคสต์ โดยอาศัยอยู่กับพ่อซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจก่อสร้าง แม่เป็นพนักงานธุรการในแผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาล และพี่ชายอีกสามคนคือ จอช, นาธาน, และ เจย์เดน แม้การเลี้ยงลูกชายถึงสี่คนจะเป็นภาระล้นมือ แต่พวกเขาก็เป็นครอบครัวที่อบอุ่น

ผมมีครอบครัวที่ดี พวกเราใกล้ชิดกันมาก พ่อแม่สนับสนุนผมทุกเรื่อง”

ผมและพี่ๆ แต่ละคนมีอายุห่างกันสองปี และผมเป็นคนสุดท้อง เลยรู้สึกเหมือนโดนรุมในบางครั้ง พวกเขาไม่เคยอ่อนข้อให้ผมเลย แต่มันก็เป็นเรื่องปกติสำหรับเด็กผู้ชาย แต่พวกเราทุกคนก็ยังสนิทกัน

ร็อกกี ชื่นชอบกีฬาเหมือนพี่ๆ แม้จะเป็นเด็กเรียนดีมีความสามารถ แต่เรื่องเรียนกลับไม่ใช่คำตอบสุดท้าย เขามักมองหาอย่างอื่นที่น่าสนใจมากกว่า

ตอนผมเล็กๆ ผมชอบเล่นสเก็ตบอร์ด, กระดานโต้คลื่นะไรทำนองนั้นที่มันเล่นแล้วสนุก ตื่นเต้นเร้าใจ ผมเป็นนักเรียนที่ดี บางทีอาจจะนอกลู่นอกทางไปบ้างตามประสาเด็ก แต่ผมไม่เคยโดดเรียนหรือเกเรเลย ผมแค่รู้ว่าการเรียนไม่ใช่ทางของผม”

สายเลือดนักสู้

เหตุผลที่ ร็อกกี ไม่ค่อยใส่ใจเรื่องการเรียน เพราะเขาค้นพบความปรารถนาของตัวเอง เขาต้องการฝึกมวยไทยและยึดอาชีพนี้อย่างเป็นกิจลักษณะ

พ่อของเขาเคยเป็นนักกีฬาการต่อสู้ตัวยง เขาจับลูกๆ เรียนเทควันโด แต่มันยังแรงไม่พอสำหรับ ร็อกกี เขาจึงมองหากีฬาต่อสู้ที่ทำให้เขาได้ออกแรงมากกว่านี้

พ่อของผมเป็นแฟนพันธุ์แท้ศิลปะการต่อสู้ พ่อเลยส่งผมกับพี่ๆ ไปเรียนการต่อสู้เพื่อป้องกันตัว ผมเริ่มฝึกเทควันโดตอนอายุราวๆ 10 ขวบ ฝึกอยู่ได้ประมาณปีหนึ่งซึ่งก็ดูท่าจะไปได้ดี แต่ผมเริ่มเบื่อ พี่ชายเลยแนะนำให้ผมลองฝึกมวยไทยดู ซึ่งหลังจากไปทดลองเรียนในคลาส ผมก็ตกหลุมรักเข้าอย่างจัง”

ผมรู้สึกเหมือนจะไปได้สวยในกีฬาชนิดนี้ ผมติดกับชนิดถอนตัวไม่ขึ้น ผมได้ขึ้นสังเวียน 2-3 ครั้งตอนอายุ 12 แล้วก็หยุดพักไปใช้เวลากับเพื่อนๆ ระยะหนึ่ง ก่อนจะกลับมาฝึกอีกครั้งตอนอายุ 15

ชีวิตเพื่อมวยไทย

เมื่อกลับสู่โลกของการต่อสู้ ร็อกกี ตระหนักว่านี่คือเสียงเรียกร้องจากหัวใจตัวเอง เขาไม่อยากจะเป็นแค่เด็กเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ จึงตั้งใจอุทิศเวลาให้กับสิ่งที่เขาปรารถนา

พ่อแม่สนับสนุนเขาสุดตัวถึงขั้นย้ายไปอยู่ โกลด์ โคสต์ ซึ่งมียิมฝึกสอนที่ดีกว่า ทว่า ร็อกกี กลับอยากพัฒนาตัวเองให้มากกว่านั้น

ตอนผมฝึกอยู่ที่ยิม Urban ที่นั่นมีเทรนเนอร์คนไทยอยู่ด้วย เขาบอกว่าผมน่าจะไปฝึกที่กรุงเทพฯ นับแต่นั้นในหัวผมก็มีแต่ประเทศไทย”

แม้อายุเพียง 16 ปี ร็อกกี ก็ไม่หวั่นที่จะเดินทางสู่ “สยามเมืองยิ้ม” ตามลำพัง การใช้ชีวิตต่างถิ่นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เพื่อไล่ตามความฝันของตัวเอง เขาจำต้องอดทน

ครั้งแรกผมไปลองอยู่เดือนหนึ่ง มันไม่ค่อยเวิร์กเท่าไหร่ ผมขึ้นชกแล้วแพ้ เทรนเนอร์ต่อว่าผมค่อนข้างแรง แต่ผมไม่ถือนะ มันไม่ได้กระทบกระเทือนจิตใจอะไร ผมรู้ว่าวิถีแบบไทยๆ ค่อนข้างจะแข็งๆ ฟังดูแปลกๆ แต่ผมกลับชอบวิธีการฝึกแบบคนรุ่นเก่า ผมมองว่าถ้าอยากจะเอาดีให้ได้ ก็อย่าไปอ่อนไหวกับเรื่องแค่นี้”

ผมมาอยู่เมืองไทยครั้งละ 6 เดือน โชคดีที่พ่อแม่ช่วยสนับสนุนค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ให้ผม แต่มันก็ยังลำบากอยู่ดี ผมต้องนอนบนพื้นไม้ และบางครั้งก็ไม่ได้กินอะไร ถ้าเงินที่ได้จากการชกไม่เพียงพอ”

ไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษได้ ผมต้องหัดเรียนภาษาไทย แต่ผมอุทิศชีวิตให้กับสิ่งนี้แล้ว นี่เป็นสิ่งที่ผมต้องการ และมันแสดงให้ผมเห็นว่าวิถีมวยไทยของแท้เป็นยังไง

ผลตอบแทนที่แสนคุ้ม

เมื่ออายุ 17 ปี ร็อกกี คว้าแชมป์โลก WPMF รุ่นแบนตัมเวต ถือเป็นชาวออสเตรเลียคนแรกที่คว้าเข็มขัดเส้นนี้ และทำให้เขามีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง

ผมชนะ 9 ไฟต์ติดต่อกัน และจำได้ว่า 8 ครั้งเป็นการชนะน็อก ผมเริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้น และคนไทยก็เริ่มถูกใจผม เพราะผมมีสไตล์คล้ายๆ กับนักมวยไทย ทั้งชั้นเชิง เทคนิค และความใจสู้”

ขณะที่เขาอยู่ที่กรุงเทพฯ เขาได้รับการแนะนำให้รู้จักกับเจ้าตำนานมวยไทยประจำบ้านเกิดอย่าง “จอห์น เวย์น พาร์” ซึ่งมีโค้ชคนเดียวกัน ดังนั้นหลังจากกลับไปที่ออสเตรเลีย เขาจึงเข้าร่วมทีม “บุญชูยิม” ของ จอห์น เวย์น พาร์ เพื่อพัฒนาฝีมือต่อไป

ด้วยการสนับสนุนจากไอคอนมวยไทยในบ้านเกิด บวกกับประสบการณ์ในเมืองไทย ช่วยทำให้ ร็อกกี พร้อมที่จะเผชิญหน้าสุดยอดเจ้าตำนานมวยไทยอย่าง “สามเอ ไก่ย่างห้าดาว” ในอีกไม่ช้านี้ ซึ่งแม้แต่เขาเองก็แทบไม่เชื่อว่าโอกาสจะรอเขาอยู่เบื้องหน้า และเขาก็พร้อมที่จะคว้ามันมาให้ได้

การได้มีโอกาสลงแข่งใน ONE คือความใฝ่ฝันของนักสู้ทุกคนในชั่วโมงนี้ และยิ่งเป็นการชิงแชมป์โลกด้วย เรียกได้ว่าแทบจะเหมือนฝันเลย

“เมื่อรู้ว่าคุณจะได้เผชิญหน้ากับคนเก่งที่สุดบนสังเวียน ซึ่งมันมีความหมายสำหรับผมมากกว่าสิ่งใด มันเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่ คุณก็แค่พาตัวเองไปยืนตรงนั้น สู้ให้เต็มที่ และจบด้วยการเคารพซึ่งกันและกัน

อ่านเพิ่มเติม: