ข่าว

“เปี๊ยก พงษ์ศิริ” เหมือนใจสลาย! กับการจากไปของบุคคลผู้เป็นต้นแบบความเข้มแข็ง

14 พ.ค. 2020

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นักกีฬาศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสาน (MMA) หนุ่มดอยเชื้อสายกะเหรี่ยง เจ้าของฉายา “นักฆ่าหน้าเปื้อนยิ้ม” พงษ์ศิริ มิตรสาธิต เหมือนโดนฟ้าผ่ากลางหัวใจ เขาต้องพบเจอกับความสูญเสียครั้งสำคัญในชีวิต กับการจากไปของ “คุณยายทวด” บุคคลผู้เป็นที่รักยิ่ง เป็นกำลังใจสำคัญในเส้นทางสายนักสู้ที่เลือกเดิน และยังเป็นต้นแบบของความเข็มแข็งและใจสู้

 

 

ตั้งแต่จำความได้ในวัยไม่ถึง 10 ขวบ ครอบครัวพาเขาไปเยี่ยมคุณยายทวด “ติแฮ รำไพวนา” ที่บ้าน ซึ่งอยู่ต่างหมู่บ้านกัน ในอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ห่างกันราว 30 กว่ากิโลเมตร

“คุณยายทวดก็มีเชื้อสายกะเหรี่ยง ครั้งแรกที่เจอ ผมก็เห็นแกเป็นคนป่วยนอนติดเตียงแล้ว จากอุบัติเหตุหกล้มจนกลายเป็นอัมพาต แต่การรับรู้ทุกอย่างยังคงปกติดี แกเรียกผมเข้าไปหา เราพูดคุยกันรู้เรื่องครับ” พงษ์ศิริ บอกเล่าถึงความทรงจำที่มีต่อคุณยายทวด

“ครั้งแรกที่เห็นคุณยายทวด ผมรู้สึกสงสารจับหัวใจ พ่อบอกว่าแกเดินไม่ได้แล้ว ตอนนั้นผมลองคิดกลับกันว่า ถ้าเป็นตัวเองที่เดินไม่ได้ ผมคงจะรู้สึกแย่มากๆ เลยครับ”

 

พงษ์ศิริ เมื่อวัยเยาว์ กับ พ่อ

 

หลังจากนั้น “นักฆ่าหน้าเปื้อนยิ้ม” เติบโตขึ้นเป็นหนุ่มใหญ่ เขาค้นพบความฝันของตัวเองบนเส้นทางนักสู้ และกลายมาเป็นนักกีฬาขององค์กรระดับโลกอย่าง วัน แชมเปียนชิพ เขาไม่ลืมที่จะนำข่าวดีนี้ ไปบอกเล่าให้คุณยายทวดฟัง

“ช่วงหลังๆ ผมไม่ได้ไปหาคุณยายทวดบ่อยเหมือนแต่ก่อน ผมเดินทางขึ้นเหนือลงใต้แทบจะตลอดเวลาเพื่อเก็บตัวฝึกซ้อม ปีหนึ่งจะได้แวะเวียนไปหาแกก็แค่สองสามครั้ง แต่ทุกครั้งที่กลับไป ผมจะนำเงินที่ได้จากการแข่งขันส่วนหนึ่ง ซื้อของไปฝากแกเสมอครับ”

“คุณยายทวดเริ่มมีอาการหลงๆ ลืมๆ บ้างตามประสาคนแก่ แต่พอผมบอกชื่อไป แกก็จะนึกออกว่าผมเป็นใคร แกรู้ว่าผมเป็นนักกีฬาการต่อสู้ ถึงแม้ว่าแกจะไม่เคยดูการแข่งขันผมเลยสักครั้ง ผมก็ดีใจมากครับที่แกยังจำได้” พงษ์ศิริ อธิบายความผูกพันระหว่างเขากับคุณยายทวด

 

 

ช่วงบ่ายแก่ๆ ของวันที่ 2 พฤษภาคม 2563 คุณยายทวด ติแฮ รำไพวนา จากโลกนี้ไปอย่างสงบด้วยโรคชราในวัย 91 ปี ท่ามกลางหมู่ญาติ รวมถึงตัว เปี๊ยก เอง

หัวใจของเขาเกิดความรู้สึกเบาหวิว เหมือนสิ่งสำคัญในชีวิตลอยดับลับหายไปในพริบตา

“โชคดีที่ผมได้ไปอยู่ตรงนั้น ก่อนที่ยายทวดจะสิ้นลม แกไม่รับรู้อะไรแล้วครับ มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบา ผมเรียกแกก็ไม่ได้ยิน”

“ผมเสียใจมาก แต่ลึกๆ ก็รู้สึกดีใจที่แกพ้นทุกข์เสียที แกทรมานมานาน นอนเฉยๆ อยู่บนเตียงเกือบ 20 ปี ไหนจะแผลกดทับ และอีกหลายโรครุมเร้า ที่แกอดทนมาได้จนถึงตอนนี้ ผมถือว่าใจแกสู้สุดๆ แล้วครับ” 

 

 

อย่างไรก็ตาม “เปี๊ยก” พงษ์ศิริ ไม่ได้จมปลักอยู่กับความเศร้าหมองนานนัก เขารู้ตัวดีว่าอะไรคือจุดมุ่งหมายสำคัญในชีวิต ตอนนี้เขาพร้อมจะมูฟออนด้วยไฟสู้ที่ร้อนแรงโชติช่วงยิ่งกว่าเก่า หัวใจของเขาจะต้องเข้มแข็งให้ได้มากกว่าที่คุณยายทวดแสดงให้เห็น

“รอดูผมจากข้างบนนะครับยายทวด สักวันหนึ่งผมจะชูเข็มขัดแชมป์ขึ้นอวดให้ยายเห็น” ประโยคสุดท้ายที่ พงษ์ศิริ อยากบอกคุณยายทวดให้ได้ยิน

 

อ่านเพิ่มเติม: