คิกบ็อกซิ่ง

รู้จัก “เพชรทนง” ให้มากกว่าที่คุณเคยรู้ ในฐานะเจ้าของเข็มขัดแชมป์ 16 เส้น

15 ก.ย. 2020

รู้จัก “เพชรทนง” ให้มากกว่าที่คุณเคยรู้ ในฐานะเจ้าของเข็มขัดแชมป์ 16 เส้น และบทบาทที่หลากหลายในวัย 34 ปี

“เพชรทนง เพชรเฟอร์กัส” ยอดฝีมือผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการมวยมากว่า 20 ปี มีดีกรีเป็นถึงแชมป์โลกมวยไทยและคิกบ็อกซิ่ง 6 สมัย กวาดเข็มขัดรายการเล็กใหญ่มาแล้ว 16 เส้น เขาวางตำแหน่งตัวเองแตกต่างจากนักสู้ทั่วไป โดยใช้วิทยาศาสตร์การกีฬาที่ร่ำเรียนมา บวกประสบการณ์ผ่านงานสอนในยิมไทยและต่างประเทศ เพื่อพัฒนาศักยภาพนักกีฬาให้สูงสุด ซึ่งเขาได้พิสูจน์ความสำเร็จนี้มาแล้วจากตัวเอง

ก่อนที่เราจะได้เห็นฝีมือของ เพชรทนง ในสังเวียน วัน แชมเปียนชิพ ครั้งแรก เราจะพาแฟนๆ ไปทำความรู้จักเขาให้มากขึ้นตั้งแต่สมัยวัยเด็ก กว่าจะมาเป็น เพชรทนง ในวันนี้

 

#มวยดังตั้งแต่เด็ก

 

เพชรทนง มีชื่อจริงว่า “ชินพรรธน์ อธิชัยวนานนท์” และชื่อเล่นว่า เพชร เขาเป็นชาวจังหวัดอุดรธานี พ่อกับแม่มีอาชีพรับจ้าง และมีพี่สาวหนึ่งคนซึ่งอายุมากกว่าเขา 5 ปี

หลังพ่อกับแม่แยกทางกันเมื่อเขาอายุครบ 8 ขวบ เพชร จึงไปอยู่กับแม่ที่จังหวัดลพบุรี ซึ่งที่นี่ทำให้เขาพบเพื่อนใหม่ในโรงเรียน ที่ชักชวนให้เขามาซ้อมมวยไทยด้วยกัน

3 เดือนผ่านไปจากที่ซ้อมเล่นๆ ในยามว่าง เพชร กลายเป็นนักมวยเด็กที่มีชื่อชกมวยว่า “แสนคม เกียรติไทยรัฐ” เขากินนอนอยู่ที่ค่าย โดยทางค่ายได้ส่งเสียให้เล่าเรียนหนังสือ และได้ทดสอบฝีมือบนเวทีไฟต์แรก แต่กลับพ่ายแพ้ให้กับเด็กวัดเจ้าถิ่นแห่งเวทีวัดบ้านหมี่ ซึ่งไฟต์นั้นเขาได้รับค่าตัวเป็นเงิน 400 บาทกลับบ้าน

เวลาล่วงเลยเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นแตกเนื้อหนุ่ม อายุ 13 ปี เพชร จำต้องย้ายตามแม่ไปอยู่ที่จังหวัดสมุทรสาคร พร้อมกับย้ายสังกัดไปอยู่ค่าย “ก.เกียรตินันท์” ทำให้เขาได้พบกับ “น้องโอ๋ ก.เกียรตินันท์ (ไก่ย่างห้าดาว)” และได้ชื่อชกมวยใหม่ว่า “ศิษย์รัก” ซึ่งทั้งเขาและ น้องโอ๋ ต่างก็เป็นมวยเด็กปั้นดาวดังของค่าย ด้วยค่าตัวหลักหมื่นบาท

“จำได้ว่าตอนอายุ 14 ปี ผมก็ได้ต่อยเป็นคู่เอกทั้งราชดำเนินและลุมพินีแล้วครับ ทั้งผมและ น้องโอ๋ เราต่างเป็นมวยที่หาคู่เปรียบยากครับ”

 

#เก็บประสบการณ์ต่างประเทศ

 

เพชร สั่งสมกระดูกมวยจนแข็งแกร่งขึ้นด้วยวัย 18 ปี ต้นสังกัดจึงจัดการมัดรวบโอนสิทธิ์เขากับ น้องโอ๋ แพ็คคู่ไปอยู่กับค่าย “ศิษย์ อ.” ซึ่งมาพร้อมกับชื่อใหม่ว่า “เพชรทนง” และเขาใช้ชื่อนี้ตั้งแต่นั้นจนถึงปัจจุบัน

เมื่อเข้าสู่วัยเบญจเพส เพชรทนง กับ น้องโอ๋ ต่างก็แยกไปตามทางของตัวเอง เพชรทนง ลงเรียนคณะวิทยาศาสตร์การกีฬา ที่ สถาบันการพลศึกษา (สพล.) จังหวัดสมุทรสาคร พร้อมกับมุ่งหน้าสู่ตลาดมวยต่างแดน เดินสายชกกว่า 10 ประเทศ และคว้าเข็มขัดเส้นแรกจากประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในฐานะแชมป์โลก WBC มวยไทย

“ผมมีความสนใจด้านกีฬาเป็นทุนอยู่แล้ว และเกิดความสงสัยมาตลอดเวลาที่ไปชกต่างประเทศว่า ทำไมฝรั่งเขาถึงแข็งแรงกว่าเรา ทำไมกล้ามเนื้อเขาถึงใหญ่กว่าคนไทย”

เมื่ออายุราว 27 ปี เพชรทนง ตัดสินใจเดินทางไปฝึกงานในยิมสอนมวยและฟิตเนสที่ประเทศออสเตรเลียเป็นเวลาหนึ่งปี จากนั้นเมื่อศึกษาจบจากสถาบันการพลศึกษา เขาจึงย้ายไปอยู่ที่นั่นและเดินสายชกมวยไทย ควบคู่ไปกับการทำงานในยิมสอนมวยต่างๆ ก่อนจะกลับมาอยู่ประเทศไทยในวัยแตะเลขสาม

 

#ขึ้นแท่นอันดับสองของโลก

 

เพชรทนง ย้ายสังกัดมาอยู่ค่ายบัญชาเมฆอย่างเป็นทางการในวัย 31 ปี พร้อมเปิดประสบการณ์ใหม่บนเส้นทางสายคิกบ็อกซิ่ง ซึ่งเขาได้รับการคัดเลือกเป็น 1 ใน 16 นักชกจากทั่วโลกให้เข้าร่วมทัวร์นาเมนต์ใหญ่ WLF ของจีน ซึ่งสุดท้ายเขาคว้าชัยชนะ ได้เป็นแชมป์โลกรายการนี้ในปี 2562 รับเงินรางวัลร่วม 5 ล้านบาท และติดแรงกิงเป็นอันดับที่สองของโลก

ปัจจุบัน เพชรทนง ได้ออกจากค่ายบัญชาเมฆ และหันมาใช้ “เพชรเฟอร์กัส” ที่เขาตั้งเองเป็นชื่อสังกัด เพื่อย้อนความหลังและให้เกียรติ “เฟอร์กัส” ชาวต่างชาติเจ้าของค่าย ศิษย์ อ. ที่รวบรวมนักมวยดาวรุ่งเก่งๆ มาปลุกปั้น และหนึ่งในนั้นก็คือตัวเขานั่นเอง

ทุกวันนี้ เพชรทนง ได้เซ็นสัญญาเป็นนักกีฬาในสังกัด วัน แชมเปียนชิพ และยังรับหน้าที่เป็นเทรนเนอร์ฟรีแลนซ์ให้กับนักกีฬาชั้นนำหลายคนของ วันฯ อาทิ ซุปเปอร์บอน, “ครูตอง” ชนนภัทร วิรัชชัย และ ริกะ อิชิเกะ

 

#บทบาทที่มากกว่าแค่นักสู้

(จากซ้าย) เพชรทนง, ซุปเปอร์บอน และครูตอง

 

เพชรทนง ใช้ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาที่ร่ำเรียนมา บวกประสบการณ์ที่ได้ฝึกสอนในยิมทั้งไทยและต่างประเทศหลายแห่ง ช่วยเปิดโลกใหม่ให้ประเทศที่มวยไทยยังไปไม่ถึง อีกทั้งยังมีความตั้งใจที่จะยกระดับวงการมวยไทยในบ้านเราให้เทียบเท่ากับต่างประเทศ

“นักมวยบ้านเราชอบฝึกแต่ความทนทานอย่างเดียว จริงๆ แล้วเราควรแยกฝึกและเน้นเป็นจุดๆ ไป อยากเตะให้เร็ว เตะให้แรง ก็ควรต้องฝึกเตะซ้ำๆ เดิมๆ ไปเรื่อยๆ จึงจะเห็นผลได้อย่างชัดเจน”

ความรู้ความสามารถของ เพชรทนง มากมายกว่าการเป็นแค่นักสู้อยู่บนสังเวียน โดยนอกจากการเป็นเทรนเนอร์แล้ว เขายังเป็นที่ปรึกษาด้านโภชนาการให้กับนักกีฬา นายแบบ และผู้ที่รักสุขภาพทั่วไป เพื่อจะสามารถดูแลรูปร่างของตัวเองได้อย่างถูกต้องเหมาะสมอีกด้วย

 

อ่านเพิ่มเติม: