บทความ

เปิดปูมชีวิต: “เพชรบุญชู เอฟ.เอ.กรุ๊ป” ราชาเข็มขัด 14 เส้นมากที่สุดในประเทศไทย

26 มี.ค. 2020

“ขุนเข่าริมโขง” เพชรบุญชู เอฟ.เอ.กรุ๊ป ใครได้ยินชื่อนี้เป็นต้องนึกถึงมวยเข่าระดับตำนาน ยิ่งคนในวงการต้องรู้จักเขาเป็นอย่างดี ในฐานะเจ้าของเข็มขัดแชมป์ 14 เส้น ซึ่งถือเป็นนักมวยไทยเพียงคนเดียวในประวัติศาสตร์ของประเทศไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันที่ครอบครองเข็มขัดแชมป์เวทีมาตรฐานมากที่สุด

ด้วยความสำเร็จมากมายที่นักมวยหลายคนอยากจะเดินรอยตาม แต่เหตุใด เพชรบุญชู จึงตัดสินใจที่จะแขวนนวมตั้งแต่ตอนที่เขามีอายุเพียง 25 ปี ด้วยอายุเท่านี้สำหรับนักมวยบางคนถือว่าอยู่ในช่วงที่กำลังไปได้สวย แต่ตัวเขาเองกลับตัดสินใจวางมือจากสังเวียนนักสู้ และไปเอาดีในงานอื่นซึ่งก็หนีไม่พ้นวงการมวยที่เขารัก

เรื่องราวของเจ้าตำนานเข็มขัดแชมป์มวยไทย 14 เส้น มีจุดเริ่มต้นและดำเนินมาถึงปัจจุบันอย่างไร ติดตามอ่านได้ที่นี่ค่ะ

หลานนักมวย

Posted by Petchboonchu Benz on Friday, January 12, 2018

ชีวิตของ เพชรบุญชู ในวัยเด็กมีเรื่องราวที่ค่อนข้างจะแตกต่างจากนักมวยไทยบ้านเราเล็กน้อย ตรงที่เขาไม่ได้เกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะยากจนถึงขนาดอดมื้อกินมื้อ เรียกว่าอยู่ในฐานะปานกลางน่าจะใช้คำนี้ได้

ครอบครัวของเขาประกอบอาชีพทำไร่ทำนา ลุงเป็นเถ้าแก่ไร่อ้อย พ่อกับแม่ทำงานกับลุง เสมือนเป็นธุรกิจในครอบครัว จัดสรรปันส่วนรายได้กัน พอมีพอใช้ พอเลี้ยงปากท้อง 4 คนพ่อแม่ลูก โดย เพชรบุญชู เป็นลูกคนโต มีน้องสาวหนึ่งคนอายุห่างกัน 5 ปี อาศัยอยู่ในบ้านเกิดที่ อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี

เด็กชายจากถิ่นอีสานชื่นชอบมวยมาตั้งแต่เด็ก ลุงแท้ๆ ของเขาซึ่งเป็นเถ้าแก่ไร่อ้อยมีใจรักชอบมวยเป็นชีวิตจิตใจ ถึงขั้นเคยขึ้นชกมวยบนเวทีมาแล้ว แม้จะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ก็อยากเห็นลูกหลานมาเอาดีทางนี้ ในฐานะที่เป็นหลานชายคนเดียวในตอนนั้น เพชรบุญชู จึงได้รับการผลักดันอย่างเต็มที่

“ลุงของผมชื่อ พนมไพร แกเป็นพี่ชายของแม่ เป็นคนที่ตั้งค่ายมวย ต.ชัยดี ซึ่งเป็นค่ายมวยแห่งแรกของผม สมัยเด็กๆ ผมใช้ชื่อนักมวยว่า ‘ยุทธพงษ์ ต.ชัยดี’ ซึ่ง ยุทธพงษ์ นั้นเป็นชื่อจริงของผมเอง”

ด.ช.ยุทธพงษ์ หรือที่คนในบ้านเรียกชื่อเล่นว่า “เบนซ์” ตามยี่ห้อรถยนต์ยุโรปแบรนด์ดัง เริ่มหัดสวมนวมครั้งแรกเมื่อวัย 6 ขวบ และสองปีหลังจากนั้นเขาก็ก้าวขึ้นเวทีมวยครั้งแรกโดยมีลุงของตัวเองเป็นโปรโมเตอร์ ซึ่งครั้งนั้นจัดแข่งขันในหมู่บ้าน เป็นงานหาเงินทำบุญให้วัดป่ามัชฌิมวงษ์รัตนาราม ซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอที่เขาเกิด

“ช่วงนั้นผมสนุกกับการต่อยมวยมาก เรียนหนังสือไปด้วย ต่อยมวยไปด้วย และมีรายได้ช่วยเหลือครอบครัว โดยลุงเป็นคนพาเดินสายชกมวยในละแวกใกล้เคียง”

 

ได้ชื่อ “เพชรบุญชู”

Posted by Petchboonchu Benz on Saturday, December 31, 2016

ชีวิตของ เพชรบุญชู ต้องผกผันเมื่ออายุย่างเข้า 14 ปี ลุงของเขาตัดสินใจปิดค่ายมวย เนื่องจากแบกรับภาระค่าใช้จ่ายไม่ไหว

“ลุงของผมไม่ได้ยากจนอะไร แกทำค่ายมวยจริงจังเพราะใจรักและอยากให้ผมมีเพื่อน มีเด็กๆ ในหมู่บ้านมาอยู่ที่ค่ายเป็นสิบยี่สิบคน ต้องทำกับข้าวเลี้ยง พูดง่ายๆ เหมือนบ้านเลี้ยงเด็กกำพร้า”

“ความรู้เรื่องมวยแกก็ไม่มี อาศัยเปิดตำราสอน ส่วนครูมวยที่ค่ายก็เป็นนักมวยเก่าแถวบ้านที่มาสอนหาค่าเหล้าไปวันๆ เด็กนักมวยไปชกตามงานวัด ลุงต้องจ่ายทั้งค่าน้ำมัน ค่าเดินทาง ค่ากิน แต่เงินค่าตัวนักมวยแค่หลักร้อย เงินมันน้อย ลุงก็ไม่ได้หักอะไร เลี้ยงดูกันมา 4-5 ปีจากคนฐานะปานกลาง เริ่มเอารถไปขาย สุดท้ายก็ต้องตัดสินใจเลิก”

หลังจากที่นักมวยทยอยเลิกกันไป เหลืออยู่ในค่ายไม่กี่คน ประจวบกับที่ “เสี่ยเรียม” บุญธรรม เรืองยะวี เจ้าของค่ายมวย “บ่อปลาบุญชู” จากจังหวัดหนองคาย ติดต่อเอานักมวยจากค่ายของลุงไปอยู่ด้วยคนหนึ่งเพราะเห็นว่าแววดี เพชรบุญชู จึงติดสอยห้อยตามไปด้วยในฐานะมวยแถม

เมื่อมาอยู่ค่ายมวยแห่งใหม่ ยุทธพงษ์ ได้ชื่อใหม่ว่า “เพชรบุญชู” ซึ่งเป็นชื่อจริงของ ลุงบุญชู ที่เป็นพี่ชายของ เสี่ยเรียม ค่ายนี้ฝึกซ้อมอย่างหนักและจริงจัง ทำให้เขาทั้งเหนื่อยทั้งล้า บางครั้งต้องเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ขาดเรียนเป็นสัปดาห์ กลับเข้าไปเรียนก็ต่อไม่ติด ตามเพื่อนไม่ทันจึงเกิดความรู้สึกอับอาย สุดท้ายก็พาลทำให้ไม่อยากไปโรงเรียน

เรื่องการเรียน เพชรบุญชู จำต้องหยุดไว้ที่ไม่จบชั้นมัธยมต้น และกลับไปรื้อเอาวุฒิ ป.6 มาเรียนต่อ กศน. ซึ่งในที่สุดเขาก็ปลุกปล้ำเอาจนตัวเองสำเร็จปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสุโขทัย คณะวิทยาศาสตร์การกีฬาในปัจจุบัน

 

ราชาเข็มขัด 14 เส้น

Happy World Muay Thai Day! ????????ขอบคุณมวยไทย ขอบคุณครูบาอาจารย์ ขอบคุณพี่น้องนักมวยที่เคยต่อสู้กันมา…

Posted by Petchboonchu Benz on Tuesday, February 6, 2018

กลับมาที่ชีวิตในค่ายมวยบ่อปลาบุญชู แม้จะอยู่ไม่ไกลจากบ้านเกิดของ เพชรบุญชู มากนัก แต่สำหรับเด็กหนุ่มจากอุดรธานีที่ไม่เคยห่างไกลครอบครัว เขารู้สึกโดดเดี่ยว แถมยังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อด้วย นี่ก็อาจเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เขาขาดสมาธิและไม่สนใจการเรียนในช่วงนั้น

แต่ในทางตรงกันข้าม ความสำเร็จบนสังเวียนก็เริ่มต้นขึ้นเมื่ออายุ 15 ปี ด้วยการคว้าเข็มขัดแชมป์เส้นแรกและต่อเนื่องมาตลอด 8 ปี รวมเข็มขัดแชมป์ทั้งหมด 14 เส้น ซึ่งไล่เลียงแต่ละเส้นได้ดังนี้ :-

  1. แชมป์ประเทศไทย รุ่นมินิฟลายเวต​ 105 ป. ชนะคะแนน เหล็กกล้า ธนสุรนคร 25 เม.ย.49
  2. แชมป์ประเทศไทย รุ่นไลต์ฟลายเวต 108 ป. ชนะคะแนน ยอดราชันย์ อ.เกียรติบรรพล 24 พ.ย.49
  3. แชมป์ประเทศไทย รุ่นฟลายเวต​ 112 ป. ชนะคะแนน คมพิชิต ริฟลอเนียร์ซาวว์น่า 5 มิ.ย.50
  4. แชมป์ลุมพินี รุ่นแบนตัมเวต 118​ ป. ชนะคะแนน รักเกียรติ เกียรติประภัสร์ 7 ธ.ค.50
  5. แชมป์ประเทศไทย รุ่นซูเปอร์แบนตัมเวต 122 ป. ชนะคะแนน กัปตันเคน นฤภัย 2 พ.ค.51
  6. แชมป์ประเทศไทย รุ่นเฟเธอร์เวต 126 ป. ชนะคะแนน พันศักดิ์ ลูกบ.ก. 31 ต.ค.51
  7. แชมป์ลุมพินี รุ่นซูเปอร์เฟเธอร์เวต 130 ป. ชนะคะแนน แสนชัย ส.คิงส์สตาร์ 7 ส.ค.52
  8. แชมป์ลุมพินี รุ่นไลต์เวต 135 ป. ชนะคะแนน สะเก็ดดาว เพชรพญาไท 4 มิ.ย.53
  9. แชมป์สภามวยไทยโลก รุ่นไลต์เวต 135 ป. ชนะคะแนน สิงห์ดำ เกียรติหมู่ 9 / 10 มิ.ย.54
  10. แชมป์ประเทศไทย รุ่นไลต์เวต 135 ป. ชนะคะแนน สะเก็ดดาว เพชรพญาไท 7 ก.ย.55
  11. แชมป์ลุมพินี รุ่นไลต์เวต รุ่น 135 ป. ชนะคะแนน ปกรณ์ พี.เค.แสนชัยมวยไทยยิม 7 ม.ค.57
  12. แชมป์ประเทศไทย รุ่นซูเปอร์ไลต์เวต 140 ป. ชนะคะแนน ยอดวิชา ภ.บุญสิทธิ์ 28 ก.พ.57
  13. แชมป์ราชดำเนิน รุ่นซูเปอร์ไลต์เวต 140 ป. ชนะคะแนน ยอดวิชา ภ.บุญสิทธิ์ 11 มิ.ย.57
  14. แชมป์มวยไทยมาราธอนวีโก้ ปี 2557 (สนามที่ 3) ชนะคะแนน ฉมวกทอง ไฟต์เตอร์มวยไทย 25 ก.ค.57

ว่าจะขอถ่ายรูปกับนักมวยที่ชนะแต่คนเยอะเข้าไม่ถึง​ งั้นถ่ายกับคนนี้ล่ะกันเห็นแอ็ก​คนเดียว​อยู่นาน????????????

Posted by Petchboonchu Benz on Friday, December 6, 2019

จากความสำเร็จที่ผ่านมาจะเห็นว่านับตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปี 2557 เพชรบุญชู ล่าเข็มขัดแชมป์มาครองได้ทุกปี ไม่เว้นแม้แต่ปีเดียว โดยเฉพาะในปี 2557 เขากวาดเข็มขัดมาได้ถึง 4 เส้น อีกทั้งยังได้รับรางวัล สยามกีฬา อวอร์ดส์ ครั้งที่ 8 ซึ่งขณะนั้นเขามีอายุ 24 ปี

อย่างไรก็ตามในช่วงปี 2552 ซึ่งเป็นช่วงกลางระหว่างการเดินทางล่าเข็มขัดแชมป์ ก็มีอันต้องพบกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

เมื่อ ค่ายมวยบ่อปลาบุญชู โยกย้ายมาอยู่ที่กรุงเทพฯ ภายใต้สังกัด “เอฟ.เอ.กรุ๊ป” โดยการสนับสนุนจาก “เสี่ยต๋อง” สุรพล ประสิทธิพันธ์ เนื่องจากนักมวยค่ายนี้มีชื่อเสียงโด่งดังกันหลายคน จึงต้องเดินทางเข้ามาชกในเวทีมาตรฐานเมืองกรุงบ่อยครั้ง การย้ายมาอยู่ที่กรุงเทพฯ น่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า

เพชรบุญชู ได้รับฉายาว่า “ขุนเข่าริมโขง” ผ่านสังเวียนผ้าใบมาทั้งชีวิตกว่า 200 ครั้ง เขายอมรับว่าครั้งหนึ่งที่เขาประทับใจและภาคภูมิใจมากที่สุด คือ ไฟต์ที่ชกกับไอดอลขวัญใจของตัวเองอย่าง “แสนชัย ส.คิงสตาร์ (พี.เค.แสนชัยมวยไทยยิม)” หนึ่งในนักชกดาวค้างฟ้าของประเทศไทยที่เป็นไอดอลของนักมวยหลายต่อหลายคน

ครั้งนั้นเขาสามารถเอาชนะคะแนน แสนชัย พร้อมได้ครองแชมป์สนามมวยเวทีลุมพินี รุ่นซูเปอร์เฟเธอร์เวต เมื่อ 7 สิงหาคม 2552 ซึ่งเป็นเข็มขัดเส้นที่ 7 ในชีวิต

 

ชีวิตทหาร

มารับเสื้อสามารถกองทัพอากาศและขอขอบคุณหัวหน้า น.ท บุญส่ง นวนย่อง มากๆครับ #กองทัพอากาศ

Posted by Petchboonchu Benz on Tuesday, October 25, 2016

ช่วงอายุ 21 ปีชายไทยต้องไปเกณฑ์ทหาร แม้ เพชรบุญชู ในเวลานั้นจะเป็นแชมป์มวยไทยผู้ครองเข็มขัด 9 เส้นก็ไม่มีข้อยกเว้น

เพชรบุญชู จับได้ใบแดง และต้องไปฝึกที่ กองพันทหารอากาศโยธิน กองบิน 23 ที่จังหวัดอุดรธานี นาน 3 เดือน หลังจากจบมาก็ถูกดึงตัวให้ไปต่อยมวยสากลสมัครเล่นของกองทัพอากาศ สลับกับต่อยมวยไทยในนามค่ายมวย เอฟ.เอ.กรุ๊ป ไปด้วย

ความสามารถระดับ เพชรบุญชู ทำให้เขาติดทีมชาติ ชุดบี คิงส์คัพ ได้มีโอกาสเดินทางไปแข่งขันมวยทหารโลกที่เกาหลี ไต้หวัน ฯลฯ แต่ด้วยความที่เขาเป็นมวยเข่า ทำให้เขารู้สึกขัดแข้งขัดขาตัวเอง เมื่อต้องสวมนวมชกมวยสากลที่เน้นการใช้หมัดเพียงอย่างเดียว หลังปลดประจำการสองปี เขาจึงกลับมาเดินทางสายเก่าตามที่เขาถนัด

หลังจากคว้าเข็มขัดแชมป์ได้ทั้งหมด 14 เส้น เพชรบุญชู ได้รับค่าตัวสูงสุดถึง 120,000 บาทต่อไฟต์ ซึ่งสมัยนั้นหากเทียบกับปัจจุบันก็ระดับเดียวกับ รถถัง จิตรเมืองนนท์, แสงมณี เสถียรมวยไทย ซึ่งนับว่าค่าตัวสูงมาก

นักมวยตัวท็อปรุ่นเดียวกันช่วงนั้นก็มี สามเอ ไก่ย่างห้าดาว, น้องโอ๋ ไก่ย่างห้าดาว, สะเก็ดดาว เพชรพญาไท, สิงห์ดำ เกียรติหมู่ 9 ฯลฯ ซึ่งหลายคนที่อายุมากกว่าก็ทยอยเลิกมวยกันไปหมด จนทำให้เขาเริ่มหาคู่ชกยากขึ้น กว่าจะได้ขึ้นชกแต่ละครั้งก็ต้องรอ 2-3 เดือน

ประกอบกับช่วงนั้นเขามีปัญหาตาปลาที่เท้า ซ้อมได้ไม่เต็มที่ ปวดจนต้องให้หมอฉีดยา กว่าจะรักษาหายก็ต้องใช้เวลานาน รายได้ไม่เข้า แต่รายจ่ายเท่าเดิม เขาจึงคิดว่าควรหาอย่างอื่นทำดีกว่า

 

ผันเป็นครูมวย

petchboonchu team 55+ ???????? #Muaythai #EvolveMMA #Singapore

Posted by Petchboonchu Benz on Wednesday, March 28, 2018

ในระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่าน เพชรบุญชู ได้รับการชักชวนจากครูมวยรุ่นพี่ “ครูเป็ด” ยอดณรงค์ ศิษย์ยอดธง ที่ทำงานอยู่ยิมใหญ่ที่สุดในสิงคโปร์อย่าง “อีโวลฟ์” ให้ลองไปสอนมวยที่นั่น

ทีแรกเขายอมรับว่าไม่กล้า เพราะไม่เคยสอนมวยมาก่อน แถมมี “อีโก้” ว่าเป็นระดับแชมป์ ไม่เคยต้องถือเป้าให้ใคร จึงตัดสินใจแค่ไปลอง หากไม่เวิร์กก็จะกลับมาชกมวยที่เมืองไทยเหมือนเดิม แต่ไปๆ มาๆ เขาอยู่ที่นั่นยาวถึง 3 ปี

“ตอนนั้นผมคิดว่า เราเป็นมวยเงินแสน เราไม่ถือเป้าให้ใครง่ายๆ แต่พอเป็นไปเทรนเนอร์ความคิดเราเปลี่ยนไป เราต้องไปเรียนรู้ใหม่ ฝึกอยู่สองสามเดือน และนำความรู้มาต่อยอด พอเราได้สอนจริงๆ เรามีลูกศิษย์เป็นของตัวเอง เรารู้สึกตื่นเต้นที่สอนคนจากที่ยืนไม่เป็น จนเขาเตะต่อยเป็น มันก็ทำให้เรารู้สึกดี”

“หลังจากผ่านเดือนแรก เดือนที่สอง ผมมานั่งคิด ถ้าต่อยมวยอีก 5 ปีจนผมอายุ 30 กับอยู่ที่นี่ทำงาน 5 ปี การต่อยมวยมันเหมือนวิ่งอยู่กับที่ สองสามเดือนถึงจะได้ชกที ค่าตัวแบ่งครึ่งกับค่าย กว่าจะได้ชก เงินเก่าก็ใช้หมดพอดี แต่อยู่ที่ อีโวลฟ์ ผมได้รับเต็ม ใช้แบบฟุ่มเฟือยสุดๆ แล้วผมยังมีเงินเก็บกลับส่งบ้านเดือนละแสน ผมจึงตัดสินใจเลิกยาวเลยครับ”

 

ร่วมงานกับ วัน แชมเปียนชิพ

Posted by Petchboonchu Benz on Tuesday, February 25, 2020

นอกจากรายได้ที่ทำให้นักมวยอีสานอย่างเขาลืมตาอ้าปากได้แล้ว ประสบการณ์ทำงานในองค์กรที่มีระบบระเบียบเป็นมาตรฐาน ทำให้เขาพัฒนาตัวเองขึ้นหลายด้าน ทั้งเรื่องการตรงต่อเวลา ความรับผิดชอบ การติดต่อสื่อสารกับผู้คน การปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมที่แตกต่าง ฯลฯ รวมถึงด้านภาษาที่เขาได้ติดตัวมาอีกเล็กน้อยในระหว่างที่เป็นครูมวย

หลังจากผ่านงานที่ อีโวลฟ์ ราว 3 ปี ก็พอดีกับที่ วัน แชมเปียนชิพ เข้ามาบุกตลาดในประเทศไทย เพชรบุญชู จึงได้รับโอกาสให้เข้ามาร่วมทำงานในองค์กรศิลปะการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้ ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลนักกีฬา ซึ่งหน้าที่นี้เหมาะสมกับเขาเป็นที่สุด เพราะเขารู้จักชีวิตนักกีฬาไทยในทุกแง่มุม

การทำงานในตำแหน่งนี้ทำให้เขาได้มีโอกาสพบปะกับเพื่อนเก่าๆ บนสังเวียนมากหน้าหลายตา และได้ใช้มิตรภาพที่มีอยู่เดิมให้เกิดประโยชน์ในอาชีพ รวมถึงได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากนักกีฬาด้วยกัน เพราะใครเล่าจะรู้ใจนักกีฬาได้เหมือนกับนักกีฬาด้วยกันเอง

แฟนๆ จะได้เห็น “เพชรบุญชู เอฟ.เอ.กรุ๊ป” ในหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ดูแลนักกีฬา และผู้ที่มีส่วนช่วยพัฒนาให้ “มวยไทย” อันเป็นศิลปะประจำชาติไทยก้าวหน้าต่อไปในทิศทางที่ดีขึ้น ด้วยการร่วมมือกับองค์กรศิลปะการต่อสู้ระดับโลกอย่าง วัน แชมเปียนชิพ

อ่านเพิ่มเติม: