บทความ

“พันธ์พยัคฆ์ จิตรเมืองนนท์” ยอดมวย 3 พ.ศ.หนึ่งเดียวของประเทศไทย ได้ดีวันนี้เพราะมีพ่อ

10 ก.ค. 2019

“ยอดมวย 3 พ.ศ.” พันธ์พยัคฆ์ จิตรเมืองนนท์ เจ้าของรางวัลอันสูงส่งซึ่งเป็นที่หมายปองของนักกีฬามวยไทยทุกคนนั่นคือ “นักมวยไทยยอดเยี่ยม” ของสมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาแห่งประเทศไทย 3 ปีซ้อน (พ.ศ.2556-2558) โดยรับรางวัลเป็นถ้วยพระราชทานของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (อันเป็นพระราชอิสริยยศในสมัยนั้น) ตั้งแต่วัยเพียง 17 ปี

รางวัลนี้กว่าจะได้มาต้องผ่านการคัดกรองอย่างพิถีพิถัน ต้องมีคุณสมบัติเป็นนักมวยไทยอาชีพที่มีฟอร์มการชกดีเยี่ยมต่อเนื่องตลอดทั้งปี รวมถึงมีความประพฤติดี ไม่เป็นที่เสื่อมเสีย และสามารถเป็นแบบอย่างให้กับบุคคลในสังคมได้

นอกจากการเป็นนักมวยไทยคนแรกและคนเดียวที่ได้รับรางวัลนี้ถึง 3 ครั้ง “พันธ์พยัคฆ์” ยังคว้าแชมป์จากสนามมวยเวทีราชดำเนิน รุ่น 105, 108 ปอนด์, แชมป์สนามมวยเวทีลุมพินี รุ่น 118, 126 ปอนด์ อีกทั้งยังเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในวงการว่าเป็น “นักมวยฝีมือ” ที่มีความเก่งกาจจนหาคู่ชกในรุ่นเดียวกันที่เหมาะสมยากจริงๆ

เบื้องหลังความสำเร็จบนจุดสูงสุดของ พันธ์พยัคฆ์ เจ้าตัวยอมรับว่าส่วนสำคัญนั้นมาจากพ่อ “นายสุเทพ แสงเงิน” ปัจจุบันอายุ 71 ปีที่เป็นผู้ปลูกฝังความรักมวยไทยให้เขามาตั้งแต่วัยเด็ก ทั้งนี้ คุณพ่อสุเทพ ได้เปิดเผยให้ฟังว่า

“ผมปลูกฝังเรื่องมวยไทยให้ลูกๆ ทุกคนมาตั้งแต่เด็ก สมัยพันธ์พยัคฆ์ก็เริ่มมาตั้งแต่เขาอายุ 3-4 ขวบ ผมชอบดูมวยตามชนบทที่ใช้ผ้าล้อมชก ผมไปดูก็เอาลูกไปด้วยทุกครั้ง จนเขาซึมซับและกลายเป็นความชอบ พอมาหัดมวยจึงทำให้เขาเรียนรู้ได้เร็วขึ้น และพันธ์พยัคฆ์เขามีพี่ชายต่างแม่ (คมพยัคฆ์) ซึ่งเป็นนักมวยก็ยิ่งทำให้เขาเห็นเป็นตัวอย่าง”

“ครอบครัวเราจนมาก ผมจึงต้องพยายามสอนให้ลูกทำงานในสิ่งที่เขาทำได้เพื่อมีรายได้มาจุนเจือครอบครัว ซึ่งการฝึกมวยมันไม่ต้องลงทุนมาก ไม่เหมือนว่ายน้ำ ยิงปืน ตีกอล์ฟ ซึ่งค่าใช้จ่ายสูง แต่การฝึกมวยอาศัยแค่ตัวกับหัวใจก็ซ้อมได้แล้ว ผมหุ้นกับเพื่อนคนละสามร้อย ห้าร้อย เอาไปซื้ออุปกรณ์มาให้ลูก แล้วผมเอาประสบการณ์ตัวเองที่ดูมวยจากทีวีเป็นประจำมาสอนลูก โดยให้แม่เขาเป็นคนล่อเป้า”

“แรกๆ ผมก็ไม่ได้คิดว่าเขาจะเก่ง แต่มันเป็นพรสวรรค์บวกกับความมีระเบียบวินัย จึงทำให้เขาพัฒนาและอยู่ในขั้นที่เรียกว่าประสบความสำเร็จ สำหรับลูกผมทุกคนทั้ง คมพยัคฆ์ พยัคฆ์น้อย พันธ์พยัคฆ์ และเขี้ยวพยัคฆ์ สิ่งที่ผมสอนเขาคือ แม้เราจะเหนื่อยแต่ต้องอดทน เพราะมวยสามารถเปลี่ยนชีวิตและอนาคตของเราได้ ให้ดูนักมวยรุ่นเก่าๆ เป็นตัวอย่างเช่น สมรักษ์, สามารถ, แสนศักดิ์, พุฒิ ล้อเหล็ก พวกเขาก็มาจากครอบครัวที่ลำบากแต่สามารถประสบความสำเร็จในอาชีพนักมวยได้”

“เคยมีคนสบประมาทว่าเราจะไปสู้ค่ายใหญ่ได้ยังไง เขามีอุปกรณ์ มีเทรนเนอร์ แต่ตอนนั้นผมคิดว่าผมยังไม่อยากให้ลูกไปอยู่กับค่ายไหน เพราะผมอยากอยู่กับลูก ไม่อยากห่างกัน เลยตัดสินใจที่จะซ้อมกันเอง จนได้มาอยู่ที่ค่ายจิตรเมืองนนท์ ซึ่งทางพี่อ้วนและเจ๊เอ (สุรเนตร ด่านประภา-สุนทรี โลหะพืช) ให้ผมและภรรยามาทำงานที่นี่ จึงได้อยู่กับลูกๆ”

ด้านพันธ์พยัคฆ์เล่าเสริมว่า “พ่อสอนผมเสมอให้เป็นคนรู้จักอ่อนน้อมแต่ไม่อ่อนแอ ต้องมีระเบียบวินัย ขยัน และอดทนให้มาก สมัยเด็กๆ ผมต้องตื่นตั้งแต่ตี 4 เพื่อออกมาวิ่ง จากนั้นก็ล่อเป้าจนถึง 6 โมงเช้า อาบน้ำกินข้าวแล้วถึงได้ไปโรงเรียนแบบนี้เป็นประจำทุกวัน บางครั้งผมก็มีเหนื่อย มีขี้เกียจ มีอู้บ้าง แต่ผมกลัวพ่อเพราะพ่อดุมาก ผมก็ทำตามที่พ่อบอก พอผมโตขึ้นความกลัวมันก็ลดน้อยลงแต่ยังคงมีความเกรงใจ และที่สำคัญคือผมได้เห็นชัดเจนแล้วว่าสิ่งที่พ่อพร่ำสอนและเข้มงวดนั้น มันเป็นสิ่งที่ทำให้ผมได้ดีจนประสบความสำเร็จอย่างทุกวันนี้ ถ้าพ่อผมไม่เป็นแบบนี้ผมก็อาจเป็นแค่เด็กธรรมดาๆ คนหนึ่ง”

สำหรับ “พันธ์พยัคฆ์ จิตรเมืองนนท์” อนาคตบนสังเวียนผืนผ้าใบของเขายังอีกยาวไกล และปัจจุบันเขาได้เป็นนักกีฬาในสังกัดของ วัน แชมเปียนชิพ ซึ่งเป็นเวทีดวงดาวอันเป็นความใฝ่ฝันของนักกีฬาการต่อสู้ทั่วโลก เมื่อพันธ์พยัคฆ์มีโอกาสแล้ว บวกกับมีพ่อผู้เป็นแรงผลักดัน เชื่อว่าการที่จะก้าวสู่จุดสูงสุดบนเวทีระดับโลกจะไม่ไกลเกินกว่าที่เขาจะไขว่คว้าอย่างแน่นอน