ข่าว

“เจเน็ต ท็อดด์” เผยทีเด็ดโค่น “แสตมป์ แฟร์เท็กซ์”

21 ก.พ. 2020

“JT” เจเน็ต ท็อดด์ อาจเป็นฝ่ายปราชัยในครั้งที่เธอลงแข่งขันครั้งแรกกับแชมป์โลก ONE สองประเภทกีฬา “แสตมป์ แฟร์เท็กซ์” เมื่อปีก่อน แต่เธอเชื่อว่าการรีแมตช์ครั้งนี้จะจบลงด้วยผลลัพธ์ที่แตกต่างอย่างแน่นอน

วันศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์นี้ นักสู้สาวเลือดอเมริกัน-ญี่ปุ่นจะกลับมาทวงแค้นบนสังเวียนที่ สิงคโปร์ อินดอร์ สเตเดียม เช่นเดียวกับที่ทั้งคู่เจอกันในครั้งแรก เพื่อท้าชิงเข็มขัด ONE คิกบ็อกซิ่ง รุ่นอะตอมเวต จากฮีโร่สาวขวัญใจชาวไทย ในศึก ONE: KING OF THE JUNGLE

เจเน็ต วัย 34 ปี จากแคลิฟอร์เนีย รู้ดีว่ามันยาก หากคิดจะจัดการราชินีไร้พ่าย แห่งรุ่นอะตอมเวต แต่เธอเชื่อมั่นว่าหลังจากการเผชิญหน้ากันครั้งก่อน เธอได้นำข้อบกพร่องและความผิดพลาดไปปรับปรุงแก้ไขเพื่อทำให้ครั้งนี้เธอลงจากเวทีด้วยความสำเร็จ

เดือนกุมภาพันธ์ 2562 เจเน็ต เปิดตัวในรายการ วัน แชมเปียนชิพ เธอบินจากสหรัฐอเมริกา มาสิงคโปร์ ได้สัมผัสกับเสน่ห์และความเย้ายวนใจตลอดสัปดาห์ของการแข่งขัน

จากนั้นเมื่อขึ้นสังเวียนเผชิญหน้ากับคู่แข่งอย่าง แสตมป์ ซึ่งในขณะนั้นเป็นเจ้าของเข็มขัดแชมป์โลก ONE คิกบ็อกซิ่งเพียงเส้นเดียว โดยต่างมีเป้าหมายที่จะชิงตำแหน่งแชมป์โลก ONE มวยไทย รุ่นอะตอมเวต ที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรก ในฐานะคู่เอกของศึก  ONE: CALL TO GREATNESS

ขณะที่นักชกสาวอเมริกันต่อสู้อย่างหาญกล้าจนถึงยก 5 ยก คู่แข่งจากค่ายแฟร์เท็กซ์แสดงให้เห็นว่าเธอคือคนที่แข็งแกร่งกว่าในค่ำคืนนั้น โดยได้รับการตัดสินให้ชนะคะแนนอย่างเป็นเอกฉันท์ และคว้าเข็มขัดเส้นที่สองไปครอง



แม้มันจะเป็นความพ่ายแพ้ที่แสนบอบช้ำ แต่ เจเน็ต ยังคงคิดบวก โดยย้อนกลับไปดูเทปการแข่งขัน และศึกษาว่าเธอควรจะต้องปรับปรุงแก้ไขตรงจุดใด เพื่อที่จะพบกับความก้าวหน้าในเส้นทางนักสู้

ในสองยกแรก ฉันเห็นแล้วว่าฉันไม่ได้มีความมั่นใจในตัวเองเลย ฉันลังเลอย่างเห็นได้ชัดตอนที่ออกอาวุธ”

ยกที่ 5 ฉันรู้ตัวว่าสามารถออกอาวุธได้แม่นยำและมั่นใจมากขึ้น นั่นคือสิ่งที่ฉันอยากทำตั้งแต่ยกแรก ไม่ใช่ยกสุดท้าย”

นับจากความพ่ายแพ้ครั้งนั้น เจเน็ต เดินหน้าเก็บประสบการณ์ จนเพิ่มความมั่นใจให้กับตัวเองให้มากขึ้น เห็นได้จากชัยชนะอย่างต่อเนื่องถึง 3 ไฟต์หลังจากที่เจอกับ แสตมป์

ครั้งที่เจอกับ “หวัง ชิน หลง” คิกบ็อกเซอร์สาวชาวจีน เมื่อเดือนพฤษภาคม 2562 เจเน็ต สอยคู่แข่งร่วงถึง 3 ครั้งในยกเดียว จึงถือเป็นการชนะทีเคโอ.ไปในยกสอง

ต่อมาในเดือนกรกฎาคม เธอปะทะกับ “Killer Bee” ไค่ ถิง ฉวง อดีตแชมป์โลก ONE คิกบ็อกซิ่ง รุ่นอะตอมเวต และชนะคะแนนเสียงข้างมาก (ชนะ 2 เสมอ 1)

ล่าสุดในเดือนตุลาคม เธอน็อกเอาต์นักมวยสาวจากเบลารุส “Barbie” เอคาเทรินา วานดารีวา ด้วยการเตะก้านคอ ปิดเกมการแข่งขันไปในยกที่สอง

ในฐานะนักสู้ เจเน็ต ใช้ชีวิตโดยยึดหลักปรัชญาที่ว่า ในทุกการแข่งขัน ถ้าไม่ได้รับชัยชนะ ก็ได้รับบทเรียน และเธอยังคงทำตัวเป็นผู้ใฝ่รู้อยู่เสมอ เพื่อพัฒนาทักษะการต่อสู้ให้แข็งแกร่งขึ้น

ฉันรู้สึกเหมือนยิ่งฉันสู้ และฝึกฝนมากเท่าไหร่ ฉันก็จะยิ่งมั่นใจในทักษะของตนมากขึ้นเท่านั้น”

บางอย่างฉันไม่เคยทำมันมาก่อน แต่ตอนนี้ฉันทำได้และสามารถที่จะหยิบมันมาใช้ให้ประโยชน์ ซึ่งในการแข่งขันสองไฟต์ล่าสุด โค้ชกับฉันช่วยกันเสริมในเรื่องฟุตเวิร์กเพิ่มขึ้น และฉันหวังว่าจะใช้ประโยชน์จากมัน”

Janet Todd defeats Ekaterina Vandaryeva at ONE CENTURY

ชัยชนะทั้งสามครั้งที่ผ่านมา ช่วยส่งให้ เจเน็ต กลับสู่สถานะของผู้ท้าชิงแชมป์โลกอีกครั้ง โดยเจอกับคู่ปรับเก่า ในกติกาใหม่อย่างคิกบ็อกซิ่ง ไม่ใช่กติกามวยไทยเหมือนอย่างครั้งแรก

เจเน็ต ซึ่งมีพื้นฐานมวยไทย จึงต้องปรับเปลี่ยนทักษะอยู่บ้าง ตั้งแต่ครั้งที่ลงแข่งกับ หวัง ชิน หลง และ ไค่ ถิง ฉวง ซึ่งสองไฟต์นั้นเป็นการชกในกติกาคิกบ็อกซิ่ง ซึ่งเราได้เห็นเธอนำทักษะมวยสากลมาใช้ และออกอาวุธในระยะไกล มากกว่าการเข้าไปคลุกวงในด้วยการปล้ำกอด

มันก็ขัดๆ เหมือนกันนะ ที่เข้าไปปล้ำกอดไม่ได้ เหมือนอย่างที่เราเคยทำในกติกามวยไทย มันเปลี่ยนวิธีการสู้ระยะประชิดไปเลย เพราะเราไม่สามารถล็อกคอตีเข่าได้ จึงต้องหาวิธีเคลื่อนไหว หรือสร้างช่องว่างภายใต้กรอบกติกาของคิกบ็อกซิ่ง

ฉันฝึกการเตะมาเยอะมาก แสตมป์ ก็จอมเตะเหมือนกัน แต่ฉันคิดว่าฉันสามารถกะจังหวะเพื่อสาดแข้งให้เข้าเป้าได้”

Janet Todd

ที่ผ่านมา เจเน็ต ทำให้เราเห็นว่าเธอมีไอคิวบนสังเวียนมากขึ้นกว่าครั้งแรกที่เธอเผชิญหน้ากับ แสตมป์ และเธอตั้งใจมาเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าเธอพัฒนาศักยภาพไปอย่างมากมายเพื่อศึกที่สำคัญที่สุดในอาชีพ

ฉันหวังว่าแฟนๆ จะได้เห็นว่าตอนนี้ใครกันแน่ที่ไอคิวเหนือกว่า”

ฉันจะใช้ฟุตเวิร์กและไอคิวในการต่อสู้เพื่อทำแต้ม เพื่อแฟนๆ จะได้เห็นว่าใครที่เป็นนักสู้ที่ฉลาดกว่ากัน”

อ่านเพิ่มเติม: แสตมป์ลั่น เคี้ยวยากแต่เคี้ยวได้ ไม่หวั่นป้องแชมป์เจเน็ต ท็อดด์