บทความ

เป้าหมายที่มากกว่าชื่อเสียงและเกียรติยศของ “เดชดำรงค์ ส.อำนวยศิริโชค”

อดีตแชมป์โลก ONE รุ่นสตรอว์เวต “ครูรงค์” เดชดำรงค์ ส.อำนวยศิริโชค ประสบความสำเร็จอย่างมากมายในเส้นทางนักสู้ โดยมีสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นแรงผลักดันอยู่เบื้องหลังมาโดยตลอด

นักสู้ชาวไทยลงแข่งขันในกติกามวยไทยและศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสาน (MMA) บนสังเวียนผืนผ้าใบและวงกลมเหล็กมากว่า 30 ปี เก็บสถิติมากว่า 300 ไฟต์ โดยมีเป้าหมายเพื่อตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ ด้วยการช่วยให้พวกเขาหลุดพ้นจากความยากจนแร้นแค้น

ในโลกแห่งการต่อสู้ ชัยชนะหมายถึงความสำเร็จ และความสำเร็จนำมาซึ่งรายได้ที่งดงาม จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม เดชดำรงค์ จึงให้ความสำคัญกับชื่อเสียงและเกียรติยศไว้เป็นอย่างหลัง เพราะในก้นบึ้งของหัวใจ สิ่งสำคัญที่สุดที่ผลักดันให้เขามุ่งมั่นเดินทางสายนี้ เพราะต้องการได้เห็นครอบครัวมีชีวิตที่อยู่ดีมีความสุข แม้จะต้องเหนื่อยยากลำบากเพียงใดก็ตาม

“เหตุผลที่ผมเริ่มชกมวยตั้งแต่ 9 ขวบ เพราะต้องการช่วยแบ่งเบาภาระพ่อแม่ หาเงินเลี้ยงครอบครัว ซึ่งเรื่องนี้เป็นแรงผลักดันสำหรับผมมาโดยตลอด”

เดชดำรงค์ เห็นวิถีชีวิตที่ยากลำบากของพ่อแม่ตั้งแต่จำความได้ ในฐานะเกษตรกรในชนบททางภาคใต้ของประเทศไทย รายได้จากเกษตรกรรมเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะเลี้ยงดูครอบครัว ทั้งสองจึงต้องเดินทางไปต่างถิ่นในช่วงสิ้นฤดูการเกษตร เพื่อหารายได้เสริม โดยฝากลูกๆ ไว้กับยาย ความรู้สึกของเด็กน้อยในวันนั้น คิดแต่เพียงว่าทำอย่างไรถึงจะช่วยแบ่งเบาภาระพ่อแม่ได้

พ่อของ เดชดำรงค์ เป็นผู้ถ่ายทอดความหลงใหลได้ปลื้มในกีฬามวยไทยให้เขาแต่เด็ก จากการดูรายการทีวีแข่งขันมวยไทยกับเพื่อนบ้านเป็นประจำ และพูดคุยกันเรื่องนักมวยที่ชื่นชอบ ทำให้ เดชดำรงค์ ค่อยๆ เกิดแรงบันดาลใจในการเป็นนักมวย ภายใต้การสนับสนุนของพ่อ ขณะที่เรื่องนี้ต้องปิดเป็นความลับไม่ให้แม่รู้

“พ่อเป็นคนที่คอยสนับสนุนผมมาตั้งแต่วันแรก ส่วนแม่มารู้ตอนที่ผมอยู่บนเวทีแล้ว แม่ตกใจน่าดูตอนที่เห็นผมกำลังไหว้ครูก่อนจะชก แม่ไม่รู้ด้วยซ้ำ และก็ไม่ชอบที่เห็นผมเป็นนักมวยด้วย”

เรื่องแรงบันดาลใจอยากหารายได้ช่วยเหลือครอบครัวก็ส่วนหนึ่ง แต่เมื่อบวกกับพรสวรรค์ที่มีอยู่ในตัว ทำให้แม่ต้องยอมใจอ่อน เมื่อเห็นศักยภาพและความสามารถของลูกชาย และจำต้องยอมให้เขาไปตามทางที่เลือกเดินแต่โดยดี

ในวัย 12 ปี เดชดำรงค์ ตัดสินใจออกจากบ้านเพื่อไปอยู่ที่บ้านครูมวย และฝึกซ้อมบนเวทีมวยชั่วคราวที่สร้างขึ้นมาเอง ก่อนที่จะย้ายเข้ากรุงเทพฯ ในอีก 5 ปีต่อมาและอยู่ภายใต้สังกัด “ลูกบ้านใหญ่” เพื่อเดินหน้าสู่การเป็นนักมวยอาชีพอย่างจริงจัง

อาชีพนักมวย ไม่ว่าใครก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ทุกครั้งที่เขาท้อและอยากยอมแพ้ เขาจะเตือนตัวเองเสมอว่า ทำไมเขาถึงมาอยู่ที่นั่น เขากัดฟันสู้เพื่อให้ผ่านพ้นการฝึกฝนอันแสนสาหัสในแต่ละวัน ซึ่งมันกลายเป็นการบ่มเพาะความแข็งแกร่งให้เขาทั้งทางร่างกายและจิตใจไปในตัว

ชื่อเสียงของ เดชดำรงค์ เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในวงการมวย โดยเฉพาะหลังจากที่เขาก้าวขึ้นเป็นแชมป์สนามมวยเวทีมวยลุมพินีครั้งแรกในปี 2542 และครั้งที่สองในปี 2545 เงินทองก็หลั่งไหลมา พอให้ครอบครัวได้ลืมตาอ้าปาก ดังที่เขาเคยปรารถนาไว้ตั้งแต่เด็ก

เมื่อถึงเวลาที่จะต้องอำลาสังเวียนเมืองไทยในปี 2550 ด้วยสถิติอันน่าเกรงขามกว่า 300 ไฟต์ ทำให้เขาได้รับข้อเสนอให้ไปเป็นเทรนเนอร์ในยิมใหญ่ของสิงคโปร์อย่าง Evolve (อีโวล์ฟ) ซึ่งเป็นยิมสอนศิลปะการต่อสู้หลากหลายแขนง เขาคลุกคลีกับบรรดาแชมป์โลกในหลากหลายกีฬาที่แตกต่าง ก่อนที่จะตัดสินใจผันมาเป็นนักกีฬาการต่อสู้แบบผสมผสานอย่างเช่นปัจจุบัน

“ช่วงก่อนที่ผมจะอำลาวงการมวยในเมืองไทย ผมได้ซื้อที่ดินไว้ให้พ่อแม่ เมื่อมาเป็นเทรนเนอร์ที่ อีโวล์ฟ ผมก็ค่อยๆ เก็บเงินจนสามารถสร้างบ้านบนที่ดินนั้นให้พวกเขาได้ มันมีความหมายกับผมมากที่สามารถตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ หลังจากที่พวกเขาทำเพื่อผมมาโดยตลอด”

แม้ปัจจุบันพ่อของ เดชดำรงค์ จะเสียชีวิตไปแล้ว แต่เขายังมีแม่ที่คอยเป็นกำลังใจและอยู่ดูความสำเร็จของลูกชายคนนี้ ชื่อเสียงและเกียรติยศอาจไม่ใช่เป้าหมายแรกที่เขาต้องการ แต่วันนี้เขามีพร้อมทุกอย่าง ซึ่งมันอาจเป็นผลของความกตัญญูรู้คุณที่ส่งให้เขาได้พบแต่ความเจริญก็เป็นได้

อ่านเพิ่มเติม: