5 เรื่องต้องรู้ เพื่อดู MMA อย่างเข้าใจ และสนุกขึ้นเป็นเท่าตัว
“การต่อสู้แบบผสมผสาน (Mixed Martial Arts)” หรือที่เรียกกันอย่างย่อว่า “MMA” อาจถูกมองว่าเป็นกีฬาที่ดูไร้รูปแบบในสายตาบางคน แต่ความจริงแล้วกีฬาชนิดนี้สะท้อนภาพการต่อสู้ในชีวิตจริงได้อย่างใกล้เคียงที่สุด ลองจินตนาการถึงเหตุการณ์ที่คนธรรมดาต้องเผชิญหน้ากับผู้ไม่หวังดีโดยไม่ทันตั้งตัว ผู้เคราะห์ร้ายจำเป็นต้องใช้ทุกสัญชาตญาณเพื่อป้องกันตัวและเอาชีวิตรอด ทั้งการเตะ ต่อย ปล้ำ รัด ล็อก แขน ขา คอ ฯลฯ โดยไม่สามารถยึดติดกับท่าตามตำราได้แม้แต่น้อย
ในสังเวียน MMA ก็คล้ายกัน แต่แตกต่างกันตรงที่มันถูกจัดให้อยู่ภายใต้กติกาที่ชัดเจน นักกีฬาที่ลงแข่งขันต้องมีความเชี่ยวชาญหลากหลายแขนง ทั้งการยืนสู้ นอนสู้ การโจมตี การซับมิชชัน (การรัด ล็อก) ฯลฯ แต่ละจังหวะล้วนต้องใช้ทั้งทักษะ ประสบการณ์ และสัญชาตญาณผสมกัน เพราะบนสังเวียนไม่มีที่หลบซ่อน และไม่มีพื้นที่ให้พลาดแม้เพียงเสี้ยววินาที

แต่ก่อนจะกระโจนสู่ความเดือดระดับอะดรีนาลีนพุ่ง ลองหยุดหายใจหนึ่งครั้งแล้วถามตัวเองให้ชัดว่า คุณพร้อมที่จะดู MMA อย่างเข้าใจจริงแล้วหรือยัง? เพราะ MMA มีอะไรมากกว่าที่เห็น ทั้งกติกาที่ซับซ้อน เกมยืน เกมนอน ไปจนถึงจังหวะรัดล็อก ที่ทำให้ทั้งสนามระเบิดเสียงเฮพร้อมกันในวินาทีเดียว
และนี่คือ 5 เรื่องต้องรู้ เพื่อดู MMA อย่างเข้าใจ คุณจะได้เก็บทุกโมเมนต์ของการแข่งขันแบบไม่มีหลุด ทั้งมุมมองเกมยุทธศาสตร์ เทคนิคการออกอาวุธ ไปจนถึงจังหวะลุ้นระทึก ที่จะทำให้คุณรู้สึกเหมือนนั่งอยู่ขอบสนาม
1. MMA คือการผสมศิลปะการต่อสู้หลายแขนง

MMA ขึ้นชื่อว่าเป็นการต่อสู้แบบผสมผสาน หมายความว่า ไม่ได้มีการต่อสู้แบบยืนเพียงอย่างเดียว อย่างที่เราคุ้นเคยในกติกามวยไทย และคิกบ็อกซิ่ง แต่ประกอบด้วยศิลปะการต่อสู้ของหลายชนชาติ อาทิ ไทย, จีน, บราซิล, อินเดีย, ญี่ปุ่น, เกาหลี ฯลฯ
MMA จึงเป็นกีฬาที่รวมเอาการต่อสู้ มวยไทย คิกบ็อกซิ่ง บราซิลเลียนยิวยิตสู (BJJ) มวยปล้ำ ยูโด คาราเต้ ฯลฯ ไว้ในกีฬาเดียว โดยผู้ชมจะเห็นการต่อสู้ที่ผสมผสานในเกมตลอดเวลา ทำให้จังหวะต่อสู้สนุกและคาดเดาได้ยาก
2. ออกอาวุธได้ทุกท่า หมัด เท้า เข่า ศอก รัด ล็อก

การรวมศิลปะการต่อสู้หลายแขนงอยู่ในกติกาเดียว ผู้ชมจึงจะได้เห็นทั้งการออกหมัด เตะ ถีบ ตีเข่า สับศอก แบบในกติกามวยไทย
ตลอดจนอาวุธที่แฟนมวยไทยอาจไม่ชิน อย่างเช่น การรัด ล็อก แขน ขา ข้อเท้า คอ ฯลฯ ที่มาจากกีฬาบราซิลเลียนยิวยิตสู (BJJ) ซึ่งสามารถใช้เผด็จศึกคู่ต่อสู้ได้ทั้งท่ายืน และบนเกมภาคพื้น
3. ล้มแล้วซ้ำได้

สำหรับคนที่เพิ่งได้ดูการแข่งขัน MMA นี่คือจุดที่ทำให้เกิดคำถามขึ้นบ่อย ๆ ว่า “ทำไมล้มแล้วไม่แยก? ทำไมล้มแล้วยังตามซ้ำ?”
โดยปกติกติกาของมวยไทยและคิกบ็อกซิ่ง เมื่อคู่แข่งลงพื้นแล้ว (หมายถึง มีอวัยวะอื่นใดที่ไม่ใช่เท้าทั้งสองข้างแตะพื้น) อีกฝ่ายจะไม่สามารถเข้าโจมตีได้
ต่างกับกติกาของ MMA ที่กำหนดให้การแข่งขันเดินหน้าได้ต่อไป แม้คู่แข่งจะถึงพื้นแล้ว แต่อีกฝ่ายยังเข้าโจมตีได้ต่อเนื่อง เพียงแต่มีข้อห้าม เช่น ไม่เตะที่บริเวณศีรษะของคู่แข่งที่อยู่บนพื้น เป็นต้น
4. ไม่มีการนับ

ในกีฬามวยไทยและคิกบ็อกซิ่ง ถ้านักสู้โดนอาวุธคู่แข่งจนร่วงลงบนพื้น (มีอวัยะอื่นใดที่ไม่ใช่เท้าทั้งสองข้าง แตะพื้น) กรรมการจะเข้าไปนับทันที ซึ่งหมายถึงมีการตัดคะแนนนั่นเอง
แต่สำหรับกติกา MMA อย่างที่เกริ่นไปข้างต้นว่า กีฬานี้สามารถต่อสู้กันได้ทั้งเกมยืนและเกมนอน เมื่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดร่วงลงพื้น จึงไม่มีการนับ นักกีฬาสามารถแข่งขันกันต่อไปได้ ยกเว้นในกรณีที่ผู้ตัดสินเห็นว่า มีฝ่ายใดที่ไม่สามารถป้องกันตัวได้แล้ว จึงจะใช้วิจารณญาณเข้ามายุติการแข่งขัน เพื่อความปลอดภัยของนักกีฬา
5. นักกีฬาขอยอมแพ้เองได้

เรื่องหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับกีฬา MMA คือการเปิดโอกาสให้นักกีฬาขอยอมแพ้คู่ต่อสู้เองได้ เมื่อเห็นว่าตนหมดทางสู้ หรือไปต่อไม่ไหว นักกีฬาสามารถบอกกล่าวด้วยวาจา หรือใช้มือตบไปที่ตัวคู่แข่ง หรือพื้นเวที ที่เรียกว่าการแทปเอาต์ (Tap Out) อันเป็นการส่งสัญญาณให้กรรมการรู้ว่า “ขอยอมแพ้” โดยไม่ต้องรอการตัดสินใจของพี่เลี้ยงให้โยนผ้าขึ้นมา
การขอยอมแพ้ เกิดขึ้นได้หลายกรณี อาทิ นักกีฬาถูกรัด ล็อก จนหายใจไม่ออก หรือเจ็บปวดจนทนไม่ไหว เมื่อนักกีฬาส่งสัญญาณขอยอมแพ้ ผู้ตัดสินจะเข้ามายุติการแข่งขันทันที
ดังนั้นจะเห็นว่า กีฬา MMA ไม่ได้อันตรายหรือน่ากลัวอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็นกีฬาที่มีกฎกติกาและข้อบังคับที่มีความรัดกุม โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของนักกีฬาเป็นสำคัญ