บทความ

เปิดปูมชีวิต: “ขุนศอกผีดิบ” เมืองไทย พี.เค.แสนชัยฯ นักชกขวัญใจมหาชน ยิ่งได้รู้จักจะยิ่งรัก

27 มี.ค. 2020

“ขุนศอกผีดิบ” เมืองไทย พี.เค.แสนชัยมวยไทยยิม หนึ่งในนักมวยแม่เหล็กของวงการมวยไทย ที่เข้าไปนั่งอยู่ในใจมหาชนคนรักชอบศิลปะการต่อสู้ นอกจากฝีมืองัดศอกที่ทำเอาคู่แข่งร่วงมาแล้วหลายรายซึ่งสร้างความประทับใจให้แฟนๆ แล้ว บนสังเวียนชีวิตจริง เมืองไทย ยังเป็นคนมีสัมมาคารวะ อ่อนน้อมถ่อมตน ความประพฤติดีไม่มีเรื่องเสื่อมเสียในวงการ จึงเปรียบเสมือนแรงดึงดูดให้เขามีแฟนคลับติดอันดับต้นๆ ของนักมวยไทยบ้านเรา

 

เด็กชายจากหนองกี่

muangthai

“เมืองไทย” เป็นชื่อที่เขาได้รับตั้งแต่เริ่มชกมวยครั้งแรก โดยพ่อผู้ให้กำเนิดเป็นคนตั้งให้ เพราะคำว่า “เมืองไทย” มีความหมายที่แฝงถึงความยิ่งใหญ่ ไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใคร

พ่อของเมืองไทยชื่อ นายสมัย เจริญดี เป็นคนที่ชอบมวยมาแต่ไหนแต่ไร จึงได้ถ่ายทอดความชอบนี้ให้กับลูกชายทั้งสองคนคือ ธนูศิลป์ (เมืองไทย) และ ศรชัย ซึ่งเป็นพี่ชายของเมืองไทย

แม้พ่อจะไม่มีความรู้เรื่องมวย เพราะไม่เคยเป็นนักมวยหรือครูมวยมาก่อน แต่ก็อุตส่าห์สร้างค่ายมวยเล็กๆ ชื่อ “ศิษย์ศรพิชัย” ไว้ในอาณาบริเวณบ้าน เพื่อให้ลูกชายทั้งสองได้ฝึกซ้อมมวยตามความปรารถนาของตัวเอง

ครอบครัว “เจริญดี” มีสมาชิก 4 คน พ่อแม่และลูกชายสองคน อาชีพดั้งเดิมเป็นชาวไร่ชาวนา ทำงานรับจ้างทั่วไปทุกอย่าง มีภูมิลำเนาอยู่ในอำเภอหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ พวกเขาฐานะยากจน หาเช้ากินค่ำเหมือนอย่างพี่น้องชาวภาคอีสานส่วนใหญ่ในประเทศไทย เมืองไทย จึงมีความคิดที่อยากจะช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัวอยู่ในหัวเขามาตลอด

 

พ่ายแพ้ตั้งแต่ครั้งแรก

#เหนื่อยแค่ไหนหัวใจไม่เคยท้อ #แพ้ก็ไปต่อให้ถึงฝั่งฝัน

Posted by Nutthamon Rongsupan on Thursday, November 7, 2019

สมัยเด็กๆ ยอดมวยเมืองหนองกี่มีพี่ชายเป็นไอดอล ตั้งแต่เขาจำความได้ก็เห็นพี่ชายเป็นนักมวย ใช้ชื่อ “ก้าวแดงใหญ่ สุรพิชญ์ฟาร์ม” หรือ “ศรพิชัย ศ.ทองประภา” สร้างชื่อเสียงให้ครอบครัว เป็นที่เชิดหน้าชูตาในฐานะแชมป์มวยรอบพัทยาซูเปอร์ยักษ์ของ ช่อง 3 สนามมวยเวทีสยามอ้อมน้อย

ด้วยเพราะอยากประสบความสำเร็จเหมือนพี่ชาย และต้องการช่วยเหลือครอบครัว ด.ช.ธนูศิลป์ ในวันนั้นจึงซุ่มฝึกซ้อมมวยอยู่ในค่ายของครอบครัว และขึ้นสังเวียนครั้งแรกเมื่ออายุประมาณ 7 ขวบ ในงานบุญที่วัดเย้ยปราสาทซึ่งอยู่ในละแวกบ้านที่บุรีรัมย์ โดยใช้ชื่อนักมวยว่า “เมืองไทย ศิษย์ศรพิชัย”

ผลการแข่งขันครั้งแรกไม่เป็นอย่างหวัง เขาเดินลงจากเวทีพร้อมกับความพ่ายแพ้แบบยังงงๆ รับค่าตัว 150 บาท ซึ่งสมัยนั้นค่าแรงขั้นต่ำ 133 บาทต่อคนต่อวัน สำหรับบางคนอาจคิดว่ามันไม่คุ้มกับการเจ็บตัว แต่สำหรับ เมืองไทย ทุกบาทสตางค์มันมีความหมาย และเขาไม่รู้ตัวมาก่อนเลยว่า นั่นคือประตูด่านสำคัญที่ทำให้เขาก้าวขึ้นมาเป็นซูเปอร์สตาร์แห่งวงการมวยไทยในวันนี้

“ผมไม่ได้คิดอะไรมากครับ แค่รู้สึกสนุกกับการชกมวย บางวันชก 2 รายการแบบไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยด้วยซ้ำ”

 

“ขุนศอกผีดิบ”

เมืองไทย ชกสั่งสมกระดูกแถบภูธรอยู่หลายปี จนกระทั่งเขาอายุได้ 14 ปี พ่อแม่ก็ประสบปัญหากับภาระหนี้สินรุงรัง จนต้องพาลูกระเหเร่ร่อนเข้าไปหางานทำที่เมืองกรุง

“พ่อกับแม่พาผมนั่งรถเข้ากรุงเทพฯ ตั้งใจว่าจะไปทำงานก่อสร้าง และหาที่ซ้อมมวยใกล้ๆ กันให้ผม พอดีมีญาติแนะนำให้ไปอยู่ที่ค่ายมวย ส.บุญเยี่ยม โชคดีพ่อกับแม่ผมก็ได้งานทำที่นั่นเลย”

เมืองไทย ได้ฝึกซ้อมอยู่ที่ค่าย ส.บุญเยี่ยม ซึ่งตั้งอยู่ที่รามอินทรา ซอย 39 โดยพ่อของเขาได้งานเป็นเทรนเนอร์ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เขารัก ส่วนแม่ทำงานเป็นแม่บ้านดูแลทำความสะอาดค่ายมวย พร้อมกับดูแลอู่รถแท็กซี่ซึ่งอยู่ติดกัน ซึ่งมีเจ้าของเดียวกันคือ นายเยี่ยม พลสิทธิ์

นักมวยหนุ่มจากเมืองหนองกี่ ได้เปลี่ยนมาใช้สังกัด “ส.บุญเยี่ยม” อย่างเป็นทางการ และได้เลื่อนชั้นขึ้นไปชกในสนามมวยระดับมาตรฐานของประเทศอย่าง สนามมวยเวทีลุมพินี และสนามมวยช่อง 7 สีที่เป็นช่องมวยทีวีโด่งดังไปทุกตรอกซอกซอย

ด้วยสไตล์การชกเดินหน้าบุกไม่กลัวใคร ทำให้ เมืองไทย เป็นชื่นชอบของบรรดาแฟนมวย ถึงกับมีคนตั้งฉายาให้เขาว่า “ไอ้หนูสู้ไม่ถอย – ไอ้หนูไม่ยอมใคร – ไอ้หนุ่มหน้าเดียว” ซึ่งฉายาหลังนี้มาจากบุคลิกที่เป็นหนุ่มยิ้มยากและเก็บอาการเก่ง ไม่ว่าจะดีใจ เสียใจ หรือเจ็บปวด ก็จะคงไว้แค่หน้าเดียว จนที่สุดก็เป็นที่มาของฉายาปัจจุบันว่า “ขุนศอกผีดิบ” หรือที่ฝรั่งเรียกว่า “Elbow Zombie”

ถ้าเอ่ยคำว่า “ผีดิบ” หรือ “Zombie (ซอมบี)” เชื่อว่าหลายคนคงพอจะนึกอากัปกิริยาออก นั่นแหละความเก็บอาการเก่งของ เมืองไทย เขาล่ะ

 

มวยเงินแสน

ปี พ.ศ.2554 เกิดมหาอุทกภัยน้ำท่วมกรุงเทพฯ ครั้งใหญ่ ส่งผลกระทบไปถึงบ้านพักนักมวยในค่าย ส.บุญเยี่ยม ทำให้ เมืองไทย และครอบครัวต้องอพยพออกจากพื้นที่ และกลับไปพักอาศัยอยู่บ้านที่อำเภอหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์

ภายใต้ความชุลมุนในช่วงนั้นก็ยังมีเรื่องดีๆ เข้ามาในชีวิต เมื่อ เมืองไทย ได้รู้จักกับภรรยาในปัจจุบันอย่าง “น้องนัท” ณัฐมล รองสุพรรณ (เจริญดี) เมื่อครั้งไปเที่ยวงานประจำปี เทศกาลกินไก่ของหนองกี่

เมืองไทย เก็บตัวซ้อมอยู่ในค่ายมวยที่บ้าน เมื่อมีโปรแกรมชกจึงเดินทางเข้ามาในกรุงเทพฯ ค่อยๆ สั่งสมชื่อเสียงจนกลายเป็นดาวรุ่งที่ทุกคนในวงการมวยรู้จัก กระทั่ง “เสี่ยแขก” สมชาย เทศรุ่งเรือง เกิดความสนใจ ติดต่อให้เปลี่ยนมาใช้สีเสื้อใหม่ในนามค่าย พี.เค.แสนชัยมวยไทยยิม เมื่อปี 2557 ความฝันของ เมืองไทย กับการเป็นมวยเงินแสนจึงเริ่มต้น ณ บัดนั้น

กว่า 5 ปีในค่าย พี.เค.แสนชัย เมืองไทย ได้รับการเทรนอย่างมีมาตรฐาน เขาสร้างผลงานชนะน็อกคู่ต่อสู้ด้วยอาวุธศอกที่ถนัดจนเป็นที่ประจักษ์ ทำให้ได้คว้าเข็มขัดแชมป์และรางวัลมากมาย ทั้งสนามมวยเวทีช่อง 7 สี รุ่น 130 ป., แชมป์ประเทศไทย รุ่น 130 ป., รางวัลนักมวยผู้ใช้อาวุธมวยไทยยอดเยี่ยม จากชมรมสื่อสร้างสรรค์กีฬามวยแห่งประเทศไทย (สมท.) ปี 2559 และรางวัลรองนักมวยไทยดีเด่นการกีฬาแห่งประเทศไทยในปีเดียวกัน นอกจากนั้นยังได้รับรางวัลคู่มวยไทยดุเดือด วันมวยไทยแห่งชาติ ในไฟต์ที่ชกกับ กุหลาบดำ ส.จ.เปี๊ยกอุทัย เมื่อ 5 มิถุนายน 2561 อีกด้วย

 

ผงาดบนเวทีระดับโลก

ปลายปี 2561 เมืองไทย ได้เซ็นสัญญาเข้าเป็นนักกีฬาใน วัน แชมเปียนชิพ ซึ่งเป็นองค์กรศิลปะการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก เป็นความฝันของนักกีฬาการต่อสู้ไทยหลายคนที่อยากจะก้าวเข้ามาในองค์กรนี้แต่ไม่มีโอกาส เมื่อ เมืองไทย ได้โอกาสนี้แล้ว เขาจึงพยายามสร้างผลงานของตัวเองอย่างดีที่สุด ด้วยการคว้าชัยถึง 3 ครั้งติดต่อกัน

เขายอมรับว่ารายได้ที่ชกใน วัน แชมเปียนชิพ สามารถยกระดับให้กับครอบครัวได้ แม้จะชกเพียง 3 ไฟต์ แต่เทียบเท่ากับการชกในสังเวียนบ้านเราถึง 5-6 ไฟต์ทีเดียว

ปัจจุบัน เมืองไทย เป็นหนึ่งในนักมวยไทยจำนวนไม่มากชนิดนับตัวได้ที่มีทรัพย์สินและเงินเก็บรวม 7 หลัก แต่ที่ดีใจที่สุดคือการได้ฟื้นฟูค่ายมวย ศิษย์ศรพิชัย ซึ่งเป็นสมบัติที่พ่อสร้างไว้ให้ โดยมีพี่ชายซึ่งปัจจุบันเลิกชกมวยแล้ว เป็นผู้ช่วยดูแลและผลิตนักมวยดาวรุ่งรุ่นใหม่สู่เมืองกรุงหลายคน อาทิ นมเปรี้ยว โตราชทัณฑ์, หยกเพชร พี.เค.แสนชัยมวยไทยยิม ฯลฯ

แม้ดูเหมือนว่า เมืองไทย ในวัย 25 ปีจะผ่านความสำเร็จมามากมาย สร้างเนื้อสร้างตัวเองได้ ทั้งยังเลี้ยงพ่อแม่และครอบครัวของตัวเองอย่างกินดีมีสุข แถมมีกิจการขายผักรองรับอนาคต แต่ภาพนักมวยไทยผู้อ่อนน้อมถ่อมตน พูดน้อย กินน้อย ใช้สอยประหยัด มีสัมมาคารวะ ยังคงเผยให้ผู้คนทั่วไปเห็นเป็นที่ประจักษ์ทางโซเชียลมีเดียของเจ้าตัวตลอดเวลา

ไม่น่าแปลกใจที่ เมืองไทย กลายเป็นนักชกขวัญใจมหาชน เพราะใครก็ตามที่ได้สัมผัสตัวตนของเขา ก็จะยิ่งตกหลุมรัก “ขุนศอกผีดิบ” คนนี้มากขึ้นทุกที

อ่านเพิ่มเติม: