บทความ

บุคคลผู้ปลูกฝังบทเรียนการสู้ชีวิตนอกสังเวียนแก่ “รถถัง จิตรเมืองนนท์”

ชีวิตรุ่งเรืองในวงการหมัดมวยของ “ดิ ไอรอนแมน” รถถัง จิตรเมืองนนท์ อาจเดินทางมาไม่ถึงวันนี้ หากไม่มีบุคคลสองคนที่เป็นผู้ปลูกฝังบทเรียนแห่งการสู้ชีวิตให้กับเขา ซึ่งสองบุคคลดังกล่าวนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดเขา “นายปรีชา ศรีสวัสดิ์” และ “นางสมบูรณ์ จรสมอ”

 

 

นักมวยหนุ่ม วัย 21 ปี แชมป์โลก ONE มวยไทย รุ่นฟลายเวต เกิดมาในครอบครัวยากจน ใช้ชีวิตเติบโตในหมู่บ้านเล็กๆ ที่จังหวัดพัทลุง

ทุกๆ วันพ่อแม่ของเขาต้องออกไปหางานทำ เพื่อให้มีเงินมาเลี้ยงดูคนในครอบครัวทั้ง 12 ชีวิต ซึ่งประกอบด้วยพวกเขาเองทั้งคู่ และลูกๆ ทั้ง 10 คนให้มีชีวิตอยู่รอดไปจนถึงวันพรุ่งนี้

“พ่อแม่ผมทำทุกอย่างเพื่อหาเงินมาเลี้ยงลูก แกออกไปตั้งแต่เช้า กลับมาก็ดึกๆ แกไม่มีงานทำเป็นหลักแหล่ง บางทีพ่อผมก็ไปทำงานก่อสร้าง ไม่ก็กรีดยาง ส่วนแม่ก็ไปรับจ้างล้างจานตามงานศพ ซึ่งผมก็ไปช่วยแม่บ้าง เรียกว่าเป็นคนหาเช้ากินค่ำจริงๆ ครับ”

 

 

เมื่อไม่มีเวลาดูแลลูกๆ ทั้ง 10 คน เด็กๆ จึงต้องดูแลกันเอง พี่ๆ ที่โตกว่าก็ต้องดูแลน้องๆ เพื่อให้พ่อแม่ได้ออกไปทำงาน ส่วน รถถัง นั้นเป็นลูกคนที่ 8 ในบรรดาลูกชาย 3 คน และลูกสาว 7 คน

“พวกเราพี่น้องต้องช่วยเหลือกัน ดูแลกัน เพราะพ่อแม่ไม่ค่อยได้อยู่ดูเราหรอกครับ เพราะต้องไปทำงาน ถ้าไม่มีอะไรกินเราก็ออกไปตกปลา ซึ่งมันทำให้เรารู้จักเรียนรู้ที่จะพึ่งพาตัวเอง และไม่เป็นภาระคนอื่น”

 

 

เมื่ออายุได้ 8 ขวบ รถถัง ก็ได้รู้จักมวยไทย แม้ในช่วงแรกเขาจะรู้สึกขัดๆ เขินๆ และรู้สึกว่ามันไม่เข้ากับนิสัยส่วนตัวที่เป็นเด็กเงียบๆ เก็บตัว และไม่ค่อยอยากมีเรื่องมีราวกับใคร แต่มวยไทยก็ได้หล่อหลอมให้เขารู้จักคำว่า รู้แพ้ รู้ชนะ และน้ำใจนักกีฬา รวมถึงความมีวินัย ความอดทน ฯลฯ

แม้จะต้องฝึกซ้อมอย่างหนักตั้งแต่เด็ก แถมค่าตัวในการชกแรกๆ ก็ไม่ได้มากมายอะไร แต่อย่างน้อยเด็กอย่างเขาก็สามารถมีรายได้มาช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัว

 

 

เมื่อเขาไต่อันดับสูงขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นดาวดังในภาคใต้ และกลายเป็น “พระเอกเงินล้าน” ในแถบภาคอีสาน ตลอดจนการสั่งสมผลงานบนเวทีมาตรฐานเมืองกรุง กระทั่งได้เป็นนักมวยไทยเบอร์หนึ่งของ วัน แชมเปียนชิพ ในรุ่นฟลายเวต ค่าตัวของเขาก็ทะลุเพดานไปสู่หลักล้าน เป็นตัวเลขที่เขาแทบไม่เคยคิดฝันมาก่อนเลยว่า มวยไทยจะนำพาเขามาถึงจุดนี้ได้

รถถัง จึงเปรียบเสมือนหัวเรี่ยวหัวแรงของครอบครัวในวันนี้ มีเงินซื้อบ้านให้พ่อแม่อยู่กันคนละหลัง แถมยังมีเงินช่วยเหลือพี่น้องในยามขัดสน และในยามที่พ่อแม่เจ็บไข้ได้ป่วย

 

 

“ถึงพ่อแม่ผมจะไม่ได้ชอบมวยไทยเท่าไหร่ แต่เขาก็ไม่ได้ห้าม เขาสนับสนุนผม และเลี้ยงผมมาให้รู้จักปกป้องตัวเอง”

“ใครที่คิดว่าผมต่อสู้อดทน หรือผ่านอะไรมาเยอะ ผมว่าพ่อแม่ผมสู้มาหนักหนากว่าผมมาก ผมเป็นหนี้บุญคุณท่าน และอยากตอบแทนที่ท่านเลี้ยงดูผมและพี่น้องทุกคนมาจนโต”

“การชกมวยบางทีมันก็มียาก มีเหนื่อย มีท้อ มีเจ็บตัว แต่ยังไงก็ยังไม่ลำบากเท่าที่พ่อแม่ผมต้องเลี้ยงลูกถึง 10 คน พ่อแม่เป็นแบบอย่างให้ผมเห็นความสู้ชีวิต มีหัวใจที่เข้มแข็ง และผมก็ต้องทำให้ได้ ผมยอมแพ้ไม่ได้”

 

 

แม้พ่อแม่ของ รถถัง จะเริ่มแยกกันอยู่ตอนที่เขาอายุได้ 12 ปี แต่มันก็ไม่ใช่อุปสรรคหรือปัญหาที่จะทำให้เขารักคนใดคนหนึ่งน้อยลง เขายังคงมีความกตัญญูรู้คุณ เลี้ยงดูพ่อแม่ ดูแลเรื่องค่าใช้จ่าย และหยูกยาสารพัด เพราะสำหรับเขา พ่อแม่นั้นสำคัญยิ่งกว่าเข็มขัดแชมป์โลกเส้นไหนๆ ในปฐพี

“พ่อแม่อยากกินอะไร ผมต้องหามาให้กิน ผมภูมิใจที่ดูแลครอบครัวได้ตั้งแต่อายุยังน้อยๆ เราเคยลำบากและผ่านอะไรมาด้วยกันมากมาย และผมสำนึกบุญคุณของพ่อแม่เสมอครับ”

 

อ่านเพิ่มเติม: