บทความ

“ชาตรี ศิษย์ยอดธง” ปั้นโมเดลธุรกิจเพื่อช่วยคน และสร้างแรงบันดาลใจจากฮีโร่นักสู้

หลายท่านอาจเข้าใจว่า “ONE Championship (วัน แชมเปียนชิพ)” เป็นบริษัทผลิตสื่อกีฬาศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว แต่ในความเป็นจริงแล้วผู้ก่อตั้งบริษัทนี้คือ “นายชาตรี ศิษย์ยอดธง” ไม่ได้มีความมุ่งหวังไว้อย่างนั้น

นายชาตรี เขียนแผนธุรกิจไว้ตั้งแต่เริ่มต้นว่า บริษัทแห่งนี้จะบอกเล่าเรื่องราวของเหล่านักกีฬาที่เป็นวีรบุรุษบนสังเวียนการต่อสู้ ผู้มีความกล้าหาญ มีระเบียบวินัย มีความขยันอดทน และมีน้ำใจนักกีฬา ฯลฯ แม้จะมีจุดเริ่มต้นจากต้นทุนชีวิตที่แสนยากลำบาก แต่พวกเขาได้ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด จนไต่ขึ้นมาอยู่บนจุดสูงสุดของเส้นทางนักกีฬาศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวมืออาชีพได้

เรื่องราวทั้งหมดสามารถส่งต่อไปยังมนุษยชาติ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนที่กำลังท้อแท้และผิดหวังกับโชคชะตาชีวิต ได้ดูเป็นตัวอย่างและลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่ออนาคตและความฝันของตัวเอง

เมื่อเริ่มต้นก่อตั้งบริษัท นายชาตรี เล่าว่าไม่มีใครสนใจและเชื่อในความคิดนี้ สถานีโทรทัศน์ไม่สนใจรูปแบบรายการ รัฐบาลหลายประเทศในเอเชียไม่ยอมรับให้มีการเผยแพร่ในประเทศ ไม่มีผู้สนับสนุน แม้แต่นักกีฬาก็ไม่สนใจเข้ามาร่วมแข่งขันในรายการ

การข้ามผ่านอุปสรรคต่างๆ มาได้นั้นเพราะคำๆ เดียวคือ “ความเชื่อ”…เชื่อว่าสิ่งที่เขากำลังทำ มันต้อง “เป็นไปได้”

ในยุโรปและอเมริกามีบริษัทที่ผลิตสื่อรายการศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวเกิดขึ้นมากมาย ในขณะที่ทวีปเอเชียมีศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวที่เป็นมรดกของโลก เช่น ประเทศไทยมีมวยไทย จีนมีกังฟู ญี่ปุ่นมีคาราเต้และยูโด เกาหลีมีเทควันโด ฯลฯ หากมีบริษัทที่ผลิตสื่อรายการกีฬาของคนเอเชียขึ้นมาบ้าง นั่นย่อมหมายถึงการมีฐานผู้ชมซึ่งเป็นแฟนกีฬาศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวเหล่านี้ร่วม 4,000 ล้านคน

หลายท่านที่เคยอ่านเรื่องราวของ นายชาตรี มาแล้ว คงจะทราบว่าวัยเด็กของเขาถูกจัดว่าเป็น “เด็กรวย” พ่อเป็นนักธุรกิจ ชีวิตสุขสบาย แต่เมื่อเจอพิษต้มยำกุ้ง ธุรกิจล้มละลาย พ่อทิ้งแม่ น้องชาย และตัวเขาเองให้ต่อสู้ชีวิตกันเพียงลำพังสามคน

ช่วงชีวิตที่ตกระกำลำบากเขากลายเป็นเด็กยากจนคนหนึ่ง แม่พูดกรอกหูเขาเสมอว่า ในอนาคตเขาต้องช่วยเหลือคน วันนั้นเขามีคำถามว่าเมื่อเป็น “คนจน” แล้วจะช่วยเหลือคนได้อย่างไร เพราะเขายังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เลี้ยงแม่และน้องชายก็ยังไม่ได้ คำตอบที่แม่ให้กับชาตรีคือ แม่มีความมั่นใจในตัวเขา

และนั่นก็เป็นส่วนสำคัญที่เป็นแรงผลักดันให้ นายชาตรี ต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆ ในชีวิตและพบกับความสำเร็จอย่างมหาศาลในเวลาต่อมา จนกระทั่งได้ก่อตั้งธุรกิจ Evolve MMA (อีโวล์ฟ เอ็มเอ็มเอ) และ ONE Championship (วัน แชมเปียนชิพ) อย่างทุกวันนี้

นายชาตรี นำสิ่งหนึ่งที่เขารักมากที่สุดในชีวิตคือ “มวยไทย” ซึ่งเป็นกีฬาประจำชาติของไทยที่ไม่ได้ให้เพียงแค่ทักษะทางด้านการต่อสู้และป้องกันตัวแบบลูกผู้ชาย เขาได้ฝึกฝนตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้เป็นระยะเวลากว่า 35 ปี มันหล่อหลอมให้เขาเป็นคนมีระเบียบวินัย มีจิตใจกล้าหาญ เป็นนักสู้ และรู้จักการมีน้ำใจ ฯลฯ นายชาตรี บอกว่าหากไม่มีมวยไทย เขาคงไม่สามารถประสบความสำเร็จได้อย่างทุกวันนี้

เมื่ออายุ 19 ปี นายชาตรี ได้เขียนฝันของตัวเองกับการก่อตั้งค่ายมวยเพื่อช่วยเหลือนักมวย เขาเคยเห็นวีรบุรุษมวยไทยที่มาจากครอบครัวซึ่งมีฐานะยากจน ฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ นานาจนสามารถก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดบนเส้นทางนักกีฬาศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวมืออาชีพ ด้วยการเป็นถึงแชมป์โลก

แต่เมื่อถึงวันที่พวกเขาอำลาเวทีและกลับไปใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาทั่วไป ฮีโร่เหล่านั้นไม่เหลืออะไรแม้แต่ชื่อเสียงหรือเงินทอง ต้องระหกระเหินกลับไปต่อสู้ดิ้นรนกับความยากจนที่พวกเขาเคยหลุดพ้นมาแล้ว

บางคนไปเป็นยาม บางคนขับรถรับจ้าง ทำไมเราทอดทิ้งวีรบุรุษที่เป็นตัวแทนของคนไทย ผู้อนุรักษ์และเผยแพร่ศิลปะการต่อสู้ประจำชาติ อีกทั้งสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ เป็นคำถามที่เกิดขึ้นในใจเสมอ

แน่นอนว่าการก่อตั้งบริษัททั้งสองแห่งนี้ย่อมมีเป้าหมายทำกำไรในเชิงธุรกิจ เพื่อให้บริษัทอยู่รอด แต่นั่นไม่ใช่เป้าหมายสำคัญของ นายชาตรี เพราะเบื้องลึกแล้วเขาต้องการช่วยเหลือ “วีรบุรุษนักสู้” ให้หลุดพ้นจากความยากจนหลังเลิกอาชีพ

สำหรับ Evolve MMA (อีโวล์ฟ เอ็มเอ็มเอ) ได้รับการยกย่องว่าเป็นสถาบันสอนศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวอันดับหนึ่งของเอเชีย และใหญ่ที่สุดในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเปิดโอกาสให้วีรบุรุษนักสู้ระดับแชมป์โลกได้ถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวที่พวกเขาเข้าใจอย่างถ่องแท้แก่คนรุ่นใหม่

นอกจากจะเป็นการส่งต่อศาสตร์ทางด้านศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวแล้ว ยังเป็นโอกาสให้พวกเขาได้ประกอบสัมมาอาชีพที่สร้างรายได้อย่างงดงาม นำมาซึ่งชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีให้กับพวกเขาเองและครอบครัว ซึ่งปัจจุบัน Evolve MMA (อีโวล์ฟ เอ็มเอ็มเอ) ให้เงินเดือนครูมวยไทยระดับแชมป์โลกถึง 150,000-400,000 บาทต่อเดือน

ด้าน ONE Championship (วัน แชมเปียนชิพ) เป็นองค์กรศิลปะการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ที่เปิดโอกาสให้เหล่านักกีฬาการต่อสู้ได้แสดงความสามารถของตัวเอง และไต่บันไดขึ้นไปสู่การเป็นวีรบุรุษระดับโลก

เรื่องราวของพวกเขาเหล่านั้นจะได้รับการบันทึกและเผยแพร่สู่ผู้ชม ในแง่มุมที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจในการสู้ชีวิต ความไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค ความมุมานะอดทน เพื่อเดินตามความฝันของตัวเองจนประสบความสำเร็จ รวมถึงการมีน้ำใจนักกีฬา การให้เกียรติคู่แข่งขันทั้งนอกและในสังเวียน

ONE Championship (วัน แชมเปียนชิพ) เผยแพร่ไปสู่ผู้ชมกว่า 150 ประเทศ ด้วยฐานผู้ชมกว่า 2.6 พันล้านคนในปัจจุบัน แม้แต่มวยไทยที่เดิมทีมีผู้คนให้ความสนใจในวงจำกัด แต่เมื่อได้มีการเผยแพร่ออกไปมากขึ้นก็เท่ากับเป็นการสร้างชื่อเสียงให้มวยไทย และทำให้คนทั่วโลกเกิดความสนใจในประเทศไทย เข้ามาท่องเที่ยวเมืองไทย และสนใจเรียนมวยไทยมากขึ้น อันเป็นการต่อยอดให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องได้อย่างมหาศาล

นายชาตรี ยังเล่าถึงเรื่องที่แม่สอนเขาในวัยเด็กว่า เมื่อมีเงิน อย่าให้เงินเป็นนายเรา แต่เราต้องเป็นนายของเงิน ในวันนั้น ชาตรี ไม่เข้าใจมากเท่าไหร่นัก แต่เมื่อเขาเป็นนักธุรกิจเขาจึงเข้าใจมันอย่างถ่องแท้ว่า หากเรายอมให้เงินเข้าครอบงำ เราจะยอมทำทุกอย่างแม้แต่การฉ้อโกง โกหก หรือทำร้ายกัน เพื่อให้ได้เงินมาครอบครอง ในขณะที่คนเป็นเจ้านายของเงิน จะใช้เงินเพื่อช่วยเหลือคน

การก่อตั้งบริษัทของ นายชาตรี จึงไม่ได้มุ่งหวังในการสร้างกำไรเพียงอย่างเดียว เขามองว่าเมื่อมีโอกาสช่วยเหลือคนให้มีงานทำ มีรายได้ที่ดี มีสวัสดิการและความมั่นคงในชีวิต จึงเท่ากับการได้รับประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย ด้วยความเจริญก้าวหน้าและประสบความสำเร็จไปพร้อมๆ กัน

มุมมองชีวิตและความคิดของนักธุรกิจลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่นที่ชื่อว่า “นายชาตรี ศิษย์ยอดธง” หรือ “นายชาตรี ตรีศิริพิศาล” คงเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวของคนสู้ชีวิต การมีความคิดที่แตกต่าง ความเชื่อมั่นในความฝันของตัวเอง ตลอดจนการประกอบธุรกิจแบบไม่เอาเปรียบใคร แต่กลับได้ช่วยเหลือผู้คน และส่งเสริมธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้องไปพร้อมกัน คงมีประโยชน์สำหรับผู้อ่านในหลากหลายแง่มุม

เชื่อว่าคนไทยและทั่วโลกจะร่วมกันสนับสนุนสิ่งที่เขากำลังทำอยู่นี้ให้เดินหน้าและประสบความสำเร็จในระดับที่สูงขึ้นไป เพราะนั่นหมายถึงการยกระดับศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวประจำชาติอย่าง “มวยไทย” และศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวแขนงอื่น เพื่อต่อยอดธุรกิจที่เกี่ยวข้องให้มีการเติบโตและเจริญก้าวหน้า

ที่สำคัญ คือการก่อกำเนิดนักกีฬามวยไทยจะไม่ใช่ข้อจำกัดสำหรับคนเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป และการมองเห็นคุณค่าของ “วีรบุรุษมวยไทย” จะเพิ่มมากขึ้นในอนาคต

อ่านเพิ่มเติม: