คิกบ็อกซิ่ง

Throwback Thursday: กาลครั้งหนึ่ง “เพชรดำ” กับไฟต์สุดเจ็บตัว (เจ็บใจ)

4 มิ.ย. 2020

อดีตแชมป์โลก ONE คิกบ็อกซิ่ง รุ่นฟลายเวต “The Baby Shark” เพชรดำ เพชรยินดีอะคาเดมี หากถามถึงไฟต์สุดประทับใจใน วัน แชมเปียนชิพ คงเป็นศึกไหนไปไม่ได้นอกจากไฟต์เถลิงแชมป์ที่เขาต้องเจอกับนักมวยจอมโหดจากแอลจีเรีย “The Sniper” อีเลียส มาห์มูดี ในศึก ONE: WARRIORS OF LIGHT เมื่อ 10 พฤษภาคม 2562 ณ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี

นี่คือไฟต์ที่ เพชรดำ ยอมรับว่าเขาเจ็บหนักที่สุดในชีวิตตั้งแต่ขึ้นชกบนสังเวียน วัน แชมเปียนชิพ ไฟต์ที่ทำให้รู้ว่าพลังใจเป็นสิ่งสำคัญมากแค่ไหน ไฟต์ที่เขาได้ก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง และคว้าเข็มขัดแชมป์โลกเส้นแรกได้สำเร็จ

 

 

ในการแข่งขันครั้งนั้นเป็นการชกในกติกาคิกบ็อกซิ่ง เปิดมายกแรก อีเลียส มาห์มูดี ก็จามศอกเข้าเต็มเบ้าตาของ เพชรดำ เต็มๆ (ในกติกานี้ห้ามใช้ศอก)

ไม่ว่าจะด้วยจงใจหรือพลั้งเผลอ (เพราะ อีเลียส เองก็ชกมวยไทย แล้วผันมาชกคิกบ็อกซิ่งเหมือนกัน) แต่อย่างไรก็ตาม กติกาก็ต้องเป็นกติกา และเมื่อทำผิดกติกา อีเลียส ก็ถูกแจกใบเหลือง

ด้าน อีเลียส เองที่ออกอาการสำนึกผิดเอามากๆ เข้ามาขอโทษขอโพย เพชรดำ เป็นการใหญ่ แต่เมื่อการแข่งขันดำเนินต่อไป ทั้งคู่ต่างก็เข้าสู่โหมดนักล่าชัยชนะ ไม่มีคำว่ายอมกันง่ายๆ

 

 

ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับ เพชรดำ แม้กรรมการจะให้พักได้ตามกติกา แต่ฤทธิ์ศอกของ อีเลียส ทำเอาเขาถึงกับวูบ พร้อมกับความเจ็บปวดที่บั่นทอนแรงกำลังลงไปมาก ตอนนั้นคนดูได้แต่ลุ้นว่า เพชรดำ จะไปต่อหรือถอดใจ

“ผมหันไปบอกนาย (เสี่ยโบ้ท-ณัฐเดช วชิรรัตนวงศ์) ไม่ได้บอกว่าไม่ไหวครับ แค่อยากให้นายรู้ว่าที่ผมร่วงลงไปกองกับพื้นเพราะอะไร ซึ่งเขาก็เห็น เขาพยายามให้กำลังใจผม บอกให้ผมอย่าเพิ่งยอม ต้องสู้ต่อครับ” เพชรดำ อธิบายถึงนาทีวิกฤติของตนเอง

 

มันไม่ได้อยู่ที่ว่าคุณออกอาวุธได้หนักแค่ไหน แต่มันอยู่ที่คุณรับอาวุธได้หนักขนาดไหน และใจที่สู้ต่อไปต่างหาก อย่ายอมแพ้นะทุกคน

 

ความระบมนั้นดูเหมือนจะไม่หายไปโดยง่าย แต่กลับลากยาวไปจนถึงเกือบยกสุดท้าย (ยก 5) กำลังวังชาของเขาไม่กลับมาเต็มร้อย สติก็เช่นกัน แต่ที่เราเห็น เพชรดำ ยืนสู้อยู่ได้ ก็เพราะใจล้วนๆ และหากเขายอมแพ้กลางคัน สิ่งที่เขาทำมาทั้งหมดมันก็จะกลายเป็นความสูญเปล่า

อย่างไรก็ตามการแข่งขันไฟต์นี้จบลงในยกสุดท้าย เมื่อ เพชรดำ เตะเข้าโดนของรักของหวงของ อีเลียส อย่างไม่ตั้งใจ และทำให้เขาเจ็บหนักถึงกับชกต่อไม่ได้ (และใช้เวลารักษาอยู่หลายเดือน) จึงต้องอาศัยการตัดสินทางเทคนิคด้วยการรวมคะแนนยกที่ผ่านมา และเป็นอันว่าเข็มขัดเส้นนี้ก็ได้พาดอยู่บนบ่าของนักชกไทยจากอุบลราชธานี ในสภาพที่มีใบหน้ายับเยิน

 

 

“ยอมรับว่าไฟต์นี้ผมดีใจที่สุด และก็เจ็บตัวที่สุดด้วยครับ เจ็บมาตั้งแต่ยกแรก เห็นผมลุกขึ้นมาสู้ต่อได้ จริงๆ ผมมึนนะครับ ไม่ใช่ไม่รู้สึกอะไร ศอกนี่กระดูกล้วนๆ นะครับ ไม่มีนวมหุ้ม”

“ถ้าเลือกได้ ผมไม่ขอเจอกับ มาห์มูดี อีกแล้ว ไม่ว่าเขาจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ถ้าเกิดว่าตอนนั้นผมแข่งต่อไม่ได้ และต้องยุติการแข่งขันไปตั้งแต่ยกแรก ผมคงเสียดายมากกับความพยายามที่อุตส่าห์ตั้งใจฝึกซ้อมมาเป็นเดือน”

 

 

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จย่อมแลกมาด้วยความเจ็บปวดในบางครั้ง ไฟต์นี้ไม่เพียงให้ประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมกับการก้าวสู่การเป็นแชมป์โลก ONE คิกบ็อกซิ่ง รุ่นฟลายเวต คนแรกในประวัติศาสตร์ แต่ยังทำให้เขารู้ว่าเขายังสามารถทำอะไรบางอย่างได้เกินกว่าขีดจำกัดของตัวเอง

ที่สำคัญจบจากไฟต์นี้เขายังมีเรี่ยวแรงวิ่งแก้บนจากเมืองทองธานี ถึง ลานพระบรมรูปทรงม้า ราว 20 กว่ากิโลเมตร ด้วยเวลา 4 ชั่วโมงอีกด้วย

 

อ่านเพิ่มเติม: