บทความ

Spotlight Sunday: “อลาเวอร์ดี” นักมวยรัสเซียผู้ไต่บัลลังก์แชมป์โลกด้วยฝีมือล้วนๆ

21 มิ.ย. 2020

จากนักชกที่คนไทยแทบไม่รู้จัก วันนี้ “Babyface Killer” อลาเวอร์ดี รามาซานอฟ ก้าวขึ้นมานั่งบัลลังก์แชมป์โลก ONE คิกบ็อกซิ่ง รุ่นแบนตัมเวต และถ้าไม่ติดโควิด-19 ป่านนี้เขาคงได้ป้องกันตำแหน่ง เทียบชั้นผู้ท้าชิงระดับเจ้าตำนานอย่าง “น้องโอ๋ ไก่ย่างห้าดาว” ซึ่งครองแชมป์โลก ONE มวยไทย แต่ขอข้ามสายไปท้าชิงบัลลังก์คิกบ็อกซิ่ง

ช่วงเวลากว่า 6 เดือนกับการครองเข็มขัดแชมป์โลกอันทรงเกียรติ กว่าจะมาถึงจุดนี้ อลาเวอร์ดี ก็ผ่านเรื่องราวที่เขาต้องฝ่าฟันมาไม่น้อย

 

เส้นทางที่พ่อกำหนด

View this post on Instagram

Мой отец-мой герой!

A post shared by Alaverdi Ramazanov (@alaverdi_ramazanov) on

อลาเวอร์ดี และพ่อ

 

อลาเวอร์ดี เกิดที่เมืองกิซล์ยาร์ (Kizlyar) ในดาเกสถาน ซึ่งเป็นหนึ่งในเขตการปกครองรูปแบบสาธารณรัฐของประเทศรัสเซีย เขาเติบโตในครอบครัวที่มีพี่สาวและน้องสาวอีก 4 คน นิสัยของเขาก็เหมือนเด็กชายทั่วไปคือ ชอบออกไปเล่นนอกบ้านกับเพื่อนๆ ตามถนนและที่สาธารณะ

พ่อของ อลาเวอร์ดี ค่อนข้างเข้มงวดเรื่องการเรียน และคาดหวังว่าลูกชายจะเติบโตไปเป็นหมอ แต่ อลาเวอร์ดี เองกลับไม่ค่อยสนใจการเรียน และทำให้เกรดของเขาไม่เป็นไปตามที่พ่อหวัง

 

View this post on Instagram

Мое самое драгоценное ❤️

A post shared by Alaverdi Ramazanov (@alaverdi_ramazanov) on

อลาเวอร์ดี และแม่

 

เมื่อหนทางการเป็นหมอนั้นดูจะเกินเอื้อม กีฬาจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง พ่อจึงส่งให้เขาไปที่โรงเรียนสอนมวยสากล แต่เขาเองอยากลองเล่นมวยปล้ำมากกว่า อย่างไรก็ตามในขณะนั้นซึ่งเขาอายุ 9 ขวบสุดท้ายก็ต้องไปจบลงที่กีฬาบาสเกตบอล

โค้ชบอกว่าผมยังเด็กเกินไปที่จะฝึกมวยสากล และแนะนำให้พ่อพาผมไปเล่นบาสเก็ตบอล หรือฟุตบอลแทน จนกว่าผมจะอายุครบ 12 ปี ผมไม่ชอบบาสเกตบอล เรียกว่าเกลียดเลยก็ได้ ดังนั้นจึงไม่มีทางเลยที่จะผมมันได้ดี แต่ผมก็ฝึกไปงั้นๆ”

 

แรงบันดาลใจจากศิลปะการต่อสู้

View this post on Instagram

battles

A post shared by Alaverdi Ramazanov (@alaverdi_ramazanov) on

 

เมื่ออายุครบ 12 ปี อลาเวอร์ดี ไม่ได้ไปเรียนมวยปล้ำหรือมวยสากลในทันที จนกระทั่งผ่านไปสองปี เขาได้รับการชักชวนจากเพื่อนให้ไปทดลองฝึกมวยไทย ซึ่งเขาสัมผัสได้ถึงความรู้สึกพิเศษตั้งแต่คลาสแรก ทั้งบรรยากาศการเรียน การให้ความเคารพและสนับสนุนซึ่งกันและกันของเพื่อนร่วมชั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ “โค้ชอิบราฮิม ฮิดีรอฟ” ที่สอนให้ลูกศิษย์ได้เห็นคุณค่าและความสำคัญของการเรียนรู้ทักษะการต่อสู้

“เขาเป็นโค้ชที่เก่งมาก สำหรับพวกเราเขาเป็นมากกว่าโค้ช แต่ยังเปรียบเสมือนพ่อคนที่สองด้วย”

“เขาปลูกฝังระเบียบวินัยให้พวกเรา คอยพร่ำสอนว่าเราต้องเป็นแชมเปียนทั้งในและนอกสังเวียน สิ่งที่ผมได้จากการเรียนมวยไทย ช่วยให้ผมข้ามผ่านความลำบากในชีวิตหลายครั้ง และกีฬายังช่วยให้ผมเติบโต มีความมั่นใจ และมองโลกในแง่ดี”

 

 

ในช่วงแรก อลาเวอร์ดี ฝึกมวยไทยเพื่อใช้ป้องกันตัวเท่านั้น แต่แล้วเขาก็ได้โอกาสขึ้นสังเวียนในฐานะนักมวยไทยสมัครเล่นในเวลาต่อมา ซึ่งผลการแข่งขันในช่วงแรกนั้นเขาประสบความพ่ายแพ้ติดต่อกันถึง 6-7 ครั้ง

และแม้จะแพ้สักกี่ครั้ง ข้อดีของเขาคือ เขาไม่เคยคิดล้มเลิก แต่กลับพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งในที่สุดเขาก็สามารถคว้าเหรียญทองในการแข่งขันระดับภูมิภาค

จากนั้นตอนอายุ 16 ปีเขาคว้าแชมป์ระดับประเทศในการแข่งขัน All-Russia championship ซึ่งเป็นบันไดให้เขาได้กลายเป็นนักกีฬาทีมชาติ ก่อนที่จะคว้าแชมป์ IFMA World Championships ได้อีกสามสมัย

 

คนที่ไม่เป็นที่ต้องการ

 

อลาเวอร์ดี ตัดสินใจเข้าสู่การเป็นนักมวยอาชีพทันทีเมื่อเขาอายุพ้น 18 ปี โดยเขาพยายามที่จะมองหาความสำเร็จในระดับที่สูงขึ้นไป ซึ่งนั่นหมายความว่าเขาจะต้องได้รับการฝึกฝนมวยไทยจากครูมวยและคู่ซ้อมที่เก่งที่สุดในโลก และที่แห่งนั้นจะเป็นที่ใดในโลกไปไม่ได้นอกจาก “ประเทศไทย”

“ผมตระเวนหาค่ายมวยต่างๆ ในประเทศ แต่สุดท้ายมันก็ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย กระทั่งวันหนึ่งผู้จัดการของผมตัดสินใจส่งผมมาที่ค่ายมวยในกรุงเทพฯ การฝึกซ้อมทุกอย่างเป็นไปด้วยดี จนกระทั่งผมแพ้ในการแข่งขันที่พวกเขาจัดให้ หลังจากนั้นการปฏิบัติที่พวกเขามีต่อผมก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เหมือนกับพยายามจะบีบให้ผมออกจากค่าย”

 

View this post on Instagram

Тяжёлая неделя позади

A post shared by Alaverdi Ramazanov (@alaverdi_ramazanov) on

 

โชคดีที่ อลาเวอร์ดี ยังพอมีเพื่อนๆ อยู่ในเมืองไทยบ้าง เพื่อนพาเขาเข้าสู่ปีกอันแข็งแกร่งของทีมเวนัม (Venum) ที่พัทยา และนั่นคือจุดเริ่มต้นครั้งใหม่ของ “Babyface Killer”

“มันเป็นช่วงเวลาที่ลำบากนะครับกับการอยู่ต่างบ้านต่างเมือง ผมมองไม่เห็นจุดหมายปลายทางในชีวิต มองไม่เห็นโอกาส ไม่รู้ว่าจะมีประตูบานไหนต้อนรับบ้าง ผมแค่ทุ่มเทความศรัทธาลงไป และฝึกฝนอย่างหนัก เพื่อจะได้มีพื้นที่ของตัวเองในค่ายแห่งนี้”

 

เป็นที่รู้จักในชั่วข้ามคืน

 

ความทุ่มเทของ อลาเวอร์ดี สุดท้ายมันก็ส่งผล เขาชนะการแข่งขันในรายการใหญ่ของเมืองไทย จนถูกทาบทามให้เข้าไปอยู่ในสังกัดขององค์กรศิลปะการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง วัน แชมเปียนชิพ ในเดือนตุลาคม 2561 

ไฟต์แรกบนเวทีโลก เขาก็ได้พิสูจน์ฝีมือกับหนึ่งในนักมวยแถวหน้าของไทยอย่าง “เพชรมรกต เพชรยินดีอะคาเดมี” ซึ่งขณะนั้น เพชรมรกต ยังชกอยู่ในรุ่นแบนตัมเวต (65.8 กิโลกรัม) ก่อนที่ภายหลังจะปรับขึ้นไปชกในรุ่นเฟเธอร์เวต (70.3 กิโลกรัม) ในเวลาต่อมา

 

 

การแข่งขันในครั้งนั้นจัดขึ้นที่ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี ในศึกที่มีชื่อว่า ONE: KINGDOM OF HEROES ซึ่งถือเป็นรายการใหญ่ มีคู่เอกที่เป็นไฮไลต์ระหว่าง “ศรีสะเกษ ส.รุ่งวิสัย” ป้องกันแชมป์ WBC กับผู้ท้าชิงชาวเม็กซิโก “อิราน ดิอาซ” พร้อมด้วยนักกีฬาระดับแถวหน้าขึ้นสังเวียนอย่างคับคั่ง ถือเป็นความภาคภูมิใจของเขาที่ได้แข่งขันในอีเวนต์เดียวกันกับนักชกชื่อดังระดับโลกมากมาย

ผลปรากฏว่าเขาสามารถเปิดตัวอย่างสวยงามด้วยการเอาชนะ เพชรมรกต ด้วยคะแนนอย่างเป็นเอกฉันท์ ช็อกกองเชียร์เจ้าถิ่น และประกาศศักดานักมวยโนเนมที่คนไทยแทบไม่รู้จัก ให้กลายเป็นที่จดจำในชั่วข้ามคืน

“ทุกวันนี้ เวลาใครแนะนำผม เขาจะบอกว่าคนนี้ไงที่ชนะ เพชรมรกต จริงๆ เขาเป็นไอดอลคนหนึ่งของผมนะ และมันเหลือเชื่อมากที่เขากลายมาเป็นคู่แข่งบนเวที ชัยชนะครั้งนั้นถือเป็นก้าวสำคัญที่ยิ่งใหญ่ในอาชีพผมทีเดียว”

 

เจ้าครองบัลลังก์

 

เดือนต่อมา อลาเวอร์ดี ได้ขึ้นสังเวียนอีกครั้งในฐานะนักมวยขัดตาทัพโดยรู้ตัวล่วงหน้าไม่ถึงอาทิตย์ เขาเจอกับไอ้หมาบ้า “Maddog” แอนดรู มิลเลอร์ คู่แข่งชาวสกอตแลนด์ และผลปรากฏว่าเขาทำลายสถิติน็อกเอาต์ด้วยเวลาเพียง 57 วินาที

อย่างไรก็ตาม ไฟต์ต่อมาเขาพ่ายคะแนน “เสมาเพชร แฟร์เท็กซ์” และ “ก้องศักดิ์ พี.เค.แสนชัยมวยไทยยิม” ไปอย่างเฉียดฉิว และเก็บชัยชนะเหนือ “อ็อกเยน ทอปิค” ไปแบบน็อกเอาต์ ก่อนที่จะข้ามสายไปชิงบัลลังก์คิกบ็อกซิ่งกับคู่แข่งจอมแกร่งชาวจีนอย่าง “Muay Thai Boy” จาง เฉิงหลง

 

 

หลังจากชิงบัลลังก์กันอย่างอย่างดุเดือดห้ายก นักชกจากดาเกสถานก็ได้รับการชูมือ เข็มขัดแชมป์โลก ONE อันทรงเกียรติได้พาดอยู่บนบ่าของเขา เมื่อวันที่ 6 ธันวาคมที่ผ่านมา ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ในศึก ONE: MARK OF GREATNESS

“ผมพูดไม่ออก ไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกในตอนนั้นยังไง เข็มขัดเส้นนี้ทำให้ผมกลายเป็นที่รู้จักในระดับโลก และเลื่อนระดับฐานะนักกีฬาของตัวเองให้สูงขึ้น มันเปลี่ยนชีวิตผมจริงๆ”

“ในอนาคตผมต้องการพิสูจน์ตัวเองเป็นท็อป 5 ของโลกให้ได้ และต้องการให้ทุกคนจำผมได้ในฐานะนักมวยไทยที่ปราบคู่แข่งขันชั้นนำและเจ้าตำนานหลายคนบนสังเวียนมาแล้ว”

 

 

อ่านเพิ่มเติม: