บทความ

“ไนเรน ครอว์ลีย์” ยอมสละงานที่มั่นคง มุ่งสู่เส้นทางนักสู้

6 ก.พ. 2020

นักร้องอิสระเจ้าของปริญญาด้านการสื่อสาร ดูแล้วไม่น่าจะใช่โพรไฟล์ที่เข้ากันได้กับการเป็นสู้เลยแม้แต่น้อย แต่ “Neutron Bomb” ไนเรน ครอว์ลีย์ นั้นไม่ใช่นักกีฬาแบบทั่วๆ ไป 

ก่อนที่เราจะได้เห็นเธอเปิดตัวใน วัน แชมเปียนชิพ วันที่ 7 กุมภาพันธ์นี้ ที่กรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย กับนักสู้จอมแกร่งจากแดนซากุระ “Strong Heart Fighter” อิตซูกิ ฮิราตะ ในศึก ONE: WARRIOR’S CODE เราจะพาไปทำความรู้จักนักสู้วัย 30 ปีผู้นี้ให้มากขึ้น

สปอร์ตเกิร์ล

ไนเรน เกิดและเติบโตขึ้นมาที่ อีสต์ ออคแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ เธอชื่นชอบการเล่นกีฬามาตั้งแต่เป็นวัยรุ่น โดยมีจุดเริ่มจากครอบครัวที่ชอบเล่นกีฬาเป็นประจำ

เธอมีความสามารถด้านกีฬาหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นเน็ตบอล, วิ่ง รวมไปถึงรักบี้ ถึงขั้นคว้าเหรียญทองการแข่งขันยกน้ำหนักระดับประเทศเมื่อปี 2008 มาแล้วด้วย

“สำหรับฉันแล้ว การโตขึ้นมาที่นิวซีแลนด์นั้นมีแต่เรื่องที่เกี่ยวกับกีฬาตลอดทั้งวันและทุกๆ วัน ฉันกลายมาเป็นนักกีฬาในระดับแข่งขัน ซึ่งนั่นแหละเป็นที่มาของนิสัยชอบการแข่งขันของฉัน”

แม้ว่าเธอจะรักในการร้องเพลงในเวลาว่าง แต่สิ่งที่เธอโฟกัสนอกเหนือจากเรื่องกีฬาแล้วก็คือการศึกษา อันที่จริงแล้วเธอเข้าเรียนที่มหาวิทยาเทคโนโลยีออคแลนด์ และจบปริญญาตรีในสาขาการสื่อสาร

“ส่วนใหญ่ฉันทำงานด้านผลิตรายการโทรทัศน์ และเป็นนักข่าวบ้าง ฉันตั้งใจจะไปต่อในอุตสาหกรรมสื่อ หรือไม่ก็จะใช้วุฒิของฉันในการหางานดีๆ ทำ สุดท้ายฉันก็ได้มาทำงานกับรัฐบาลของนิวซีแลนด์”

ไม่มีอะไรเทียบการต่อสู้

ไนเรน วางแผนการใช้ชีวิตอย่างสบายๆ โดยเธอได้รับค่าตอบแทนสูง และยังได้เล่นกีฬาในยามว่าง

จากนั้นไม่นานชีวิตของเธอก็มาถึงจุดเปลี่ยน ขณะที่เธอกำลังเตรียมตัวสำหรับแมตช์รักบี้ที่ใกล้เข้ามา เธอได้หลงเข้าไปในกลุ่มนักศิลปะการต่อสู้ ซึ่งช่วยเหลือเธอในการเรียกความฟิตสำหรับการแข่งขันที่รออยู่ข้างหน้า

“ฉันเป็นตัวแทนทีมชาติเพื่อเข้าร่วมแข่งแท็กรักบี้”

“เพื่อนของฉันแนะนำมาว่าให้ลองเข้าบู๊ตแคมป์เพื่อเรียกความฟิต ฉันก็ไปลองดู และก็ได้เจอกับนักสู้เต็มไปหมดที่นั่น”

“ที่บู๊ตแคมป์มันบ้าคลั่งมาก ทุกอย่างเข้มข้น ยิ่งฉันไปที่บู๊ตแคมป์มากเท่าไหร่ พวกครูฝึกก็ยิ่งชวนให้ฉันไปที่ยิมมากขึ้นเท่านั้น ฉันตอบตกลง และเมื่อได้เริ่มต้นฝึกซ้อม มันเหมือนกับยาเสพติด ฉันติดมันงอมแงมเลยทีเดียว”

พื้นฐานการเป็นนักกีฬา ทำให้เธอพัฒนาการอย่างรวดเร็ว

เพียงแค่หกเดือนหลังจากนั้น เธอก็ขึ้นประเดิมเวทีการต่อสู้แบบผสมผสาน ความตื่นเต้นและประสบการณ์ที่เธอได้รับในค่ำคืนนั้นยิ่งเป็นแรงผลักดันให้เธออุทิศเวลาไปกับการฝึกซ้อม

“ฉันถึงกับเลิกเล่นกีฬาชนิดอื่นๆ ไปเลย ซึ่งอาจทำให้หลายคนไม่ค่อยแฮปปีนัก แต่นั่นแหละคือการเข้าสู่วงการของฉัน มันเป็นไปอย่างต่อเนื่องทันทีหลังจากไฟต์แรก นับตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา”

“ศิลปะการต่อสู้เป็นเพียงสิ่งแรกและสิ่งเดียวที่เผยให้คุณเห็นจุดอ่อนของตัวเอง และมันทำให้คุณอยากที่จะพัฒนาตัวเองให้เป็นคนที่ดีขึ้น เป็นนักสู้ที่เก่งขึ้น ทุกๆ อย่าง”

ไม่นานหลังจากที่เธอเริ่มฝึกซ้อมที่ Auckland MMA และ Wild Stables ไนเรส ก็ตัดสินใจลาออกจากงาน ก่อนที่จะมุ่งหน้าสู่ประเทศไทยเพื่อสานต่อความฝันใหม่ของเธอ

การคัดค้านจากพ่อแม่

View this post on Instagram

"All our dreams can come true if one has the courage and determination to pursue them" Sacrifice is a funny thing. You have to almost remind yourself everyday why you do what you do. This picture represents everything for me. The sacrifice, the tears, the happiness and most of all the love for the sport. Not many people know how much we all sacrifice to succeed in this sport, and although it is hard at times; it is by far the most rewarding thing I have ever experienced in my life. I am blessed with a lot. An amazing team at Wild Stables, family and friends that love me and support me beyond all measure, and trainers that believe in me more than I believe in myself. @madetofit you have been the driving force to this title and although this is the beginning, I need to acknowledge that without you dealing with my mental breakdowns, my tears and my smart mouth I would not be here today. I fight to make you proud and I can't ever thank you enough. Roger Earp, Makoto, Hamish, Van, Dana and my homie @_themarshalletk I am forever grateful for your wisdom and the time you give me to make me a better version of myself every day. This is the beginning. #winnerwinner #wkbf #atomweight #titlefight #goals #blessed #grateful #emotionalpost #muaythai #girlfight

A post shared by N Y R E N E • C R O W L E Y (@nyrenec) on

ไนเรน ทิ้งงานที่ทำกับรัฐบาล เพื่อที่จะไปต่อในเส้นทางนักสู้แบบผสมผสาน แต่ดูเหมือนว่าการก้าวไปยังโลกที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน อาจจะเป็นเรื่องหนักหนาสาหัสเท่าที่เธอจะสามารถเจอได้ในช่วงเริ่มต้นอาชีพ

มันเป็นความรู้สึกที่ยุ่งยากทีเดียวเมื่อถึงเวลาที่เธอจะต้องบอกกับแม่และพ่อถึงแผนการใหม่ในชีวิต

“ความท้าทายครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับฉัน คือการโน้มน้าวให้พ่อแม่ลงเรือลำเดียวกัน”

“ครอบครัวของฉันรักและสนับสนุนฉันมาตลอด แต่ฉันคิดว่าการต่อสู้มันอาจจะเป็นเรื่องที่เกินไปหน่อยสำหรับพวกเขา สำหรับฉันแล้วพวกเขาต่างก็มีความฝันและแผนการเป็นของตัวเอง พวกเขาต้องการสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับฉัน พวกเขาคงไม่ได้มองว่าฉันจะต้องไปขึ้นเวทีต่อสู้หรอก”

น้องสาวของเธอ “เชรี” ซึ่งใช้ชื่อในวงการว่า “ดาโกตา ไค (Dakota Kai)” ได้เซ็นสัญญากับ World Wrestling Entertainment ไปแล้ว พ่อแม่จึงอาจปรับตัวเข้ากับอาชีพการงานของลูกๆ ที่ไม่เหมือนกับชาวบ้านได้ง่ายขึ้น

ครั้งแล้วครั้งเล่าที่ ไนเรน ได้ทำให้พ่อแม่เลิกกังวลเกี่ยวกับเส้นทางสายอาชีพของเธอ ถึงขั้นโน้มน้าวให้พวกเขาไปชมการแข่งขันของเธอที่นิวซีแลนด์ ก่อนที่จะย้ายไปยังประเทศไทย

“ยิ่งฉันคว้าชัยชนะได้มากขึ้น ฉันก็ยิ่งทำให้พวกเขามั่นใจว่าฉันไปได้สวย พวกเขาก็ยิ่งเห็นด้วยกับฉัน”

“พวกเขายังคงจุกจิกเล็กน้อยเมื่อเห็นฉันได้รับบาดเจ็บ หรือเมื่อฉันเอาภาพตอนตาเขียวให้พวกเขาดู การทำให้พวกเขาเห็นดีเห็นงามกับฉันจึงเป็นความท้าทายที่ยากที่สุด”

เรื่องเซอร์ไพรส์

ช่วงต้นปี 2018 ไนเรน ย้ายที่อยู่ใหม่อีกครั้ง คราวนี้ไปอยู่ที่อินโดนีเซีย ซึ่งเธอได้เริ่มต้นฝึกซ้อมการต่อสู้เคียงข้างกับเหล่านักสู้จอมเก๋าของ ONE ที่ Bali MMA

ไม่นานหลังจากย้ายมาที่นี่ นักสู้สาวกีวีก็ไปสะดุดกับข้อความทางออนไลน์เกี่ยวกับการแข่งขัน ONE Warrior Series (OWS) ซึ่งกำลังมองหานักสู้หน้าใหม่ และนั่นทำให้เธอรู้สึกสนใจขึ้นมาทันที

“ฉันไม่ได้อยู่ที่บาหลีนานนักหรอก บางทีอาจจะแค่สองเดือนเท่านั้น จากนั้นโอกาสก็เข้ามาหา”

“ที่จริงแล้วฉันเห็นมันผ่านทางออนไลน์ แต่ก็ไม่ได้คิดที่จะเข้าร่วมการแข่งขันหรอก เพราะว่ามันจัดที่จาการ์ตา และฉันก็ไม่มั่นใจนักว่าจะมีเงินพอซื้อตั๋วเดินทางไปแข่งหรือเปล่า”

“ฉันเอาเรื่องนี้ไปคุยกับเทรนเนอร์ จากนั้นสองสัปดาห์ต่อมา พวกเขาก็เรียกฉันไปคุย หัวหน้าโค้ชบอกว่า ‘เราจะทำให้เธอพร้อมสำหรับการคัดตัวที่จะมีขึ้นในอีกสองสัปดาห์ และตั๋วเดินทางก็ได้มาเรียบร้อย’ พวกเขาจัดการทุกอย่างให้ฉัน โดยไม่ได้บอกให้ฉันรู้ก่อนเลยด้วย”

ความพยายามของโค้ชได้ผล เมื่อ ไนเรน ได้รับคัดเลือกให้เข้าแข่งขันใน OWS เธอคว้าชัยชนะได้สองครั้ง โดยชนะคะแนนอย่างเป็นเอกฉันท์เหนือ “โซ ยูล คิม” ในคู่ปิดท้ายของซีซั่น 1 เมื่อเดือนมีนาคม และ ซับมิชชัน “อานิตา คาริม” ในยกสองของคู่ปิดท้ายมิดซีซั่น 2 เมื่อเดือนกรกฎาคม 

จากชัยชนะสองครั้งนั้นส่งให้เธอได้เซ็นสัญญากับ วัน แชมเปียนชิพ และกลายเป็นนักสู้สาวคนแรกจากแดนกีวีที่ได้ขึ้นสังเวียนแห่งนี้

“Nuetron Bomb” กำลังจะสร้างชื่อให้กับตัวเองวันที่ 7 กุมภาพันธ์นี้ โดยชิงดีกับนักสู้สาวจากแดนซามูไร เจ้าของสถิติไร้พ่าย “อิตซูกิ ฮิราตะ” ในศึก ONE: WARRIOR’S CODE นี่จะเป็นไฟต์ที่อาจทำให้เธอเดินหน้าต่ออีกก้าวเพื่อเข้าใกล้ความฝันอันยิ่งใหญ่

“เป้าหมายของฉันเมื่อเดินทางออกมาจากนิวซีแลนด์ คือการเป็นแชมป์โลกภายในสองปี ดังนั้นฉันจึงตั้งใจฝึกซ้อมอย่างหนักเพื่อให้ได้มันมา และคงมีความสุขมากหากได้ครองเข็มขัดแชมป์โลกของ วัน แชมเปียนชิพ”

อ่านเพิ่มเติม: “ไนเรน ครอว์ลีย์” เสียบแทน “บิ เหงียน” เจอ “อิตซูกิ ฮิราตะ”

ONE: WARRIOR’S CODE | จาการ์ตา อินโดนีเซีย | 7 กุมภาพันธ์ 2563 | 17.30 น. ตามเวลาไทย | รับชมทาง ONE Super APP เวลา 17.30 น. | ไทยรัฐทีวี ช่อง 32 เวลา 22.40 น.