บทความ

“โคลเบย์ นอร์ธคัท” กับสายเลือดนักสู้ที่อยู่ในตัวมาตั้งแต่เกิด

22 มี.ค. 2020

“โคลเบย์ นอร์ธคัท” มีเส้นทางโลดแล่นบนสังเวียนเช่นเดียวกับน้องชายของเธอ “Super” เซจ นอร์ธคัท ใน “บ้านแห่งศิลปะการต่อสู้” วัน แชมเปียนชิพ 

โดยสองพี่น้องครอบครัว “นอร์ธคัท” หวังเดินตามรอยความสำเร็จของพี่น้องตระกูลลี “The Warrior” คริสเตียน ลี แชมป์โลก ONE รุ่นไลต์เวต และพี่สาว “Unstoppable” แองเจลา ลี แชมป์โลก ONE รุ่นอะตอมเวต

ในฐานะแชมป์โลกคาราเต้ 36 สมัย โคลเบย์ มีทักษะเกมยืนสู้ที่เพียบพร้อม และเธอยังมีทีมงานชั้นนำที่อยู่เบื้องหลังช่วยปลุกปั้นให้เธอแข็งแกร่งบนสังเวียนแห่งนี้ ซึ่งก่อนที่เธอจะก้าวสู่เวทีระดับโลกได้ เรื่องราวของเธอมีความเป็นมาอย่างไร ไปติดตามกันได้ที่นี่ค่ะ

การแข่งขันในวัยเด็ก

ศิลปะการต่อสู้อยู่ในสายเลือดของ โคลเบย์ มาตั้งแต่เกิด โดยพ่อของเธอ “มาร์ก” เป็นนักคาราเต้สายดำ และเขาให้ลูกๆ มีส่วนร่วมกับกิจการครอบครัวทันทีที่ทั้งสองคนโตพอที่จะเริ่มฝึกฝนได้

โคลเบย์ เริ่มเรียนรู้ศิลปะการต่อสู้ตั้งแต่อายุ 7 ขวบ ภายใต้การดูแลของพ่อ ขณะที่น้องชาย เซจ เริ่มฝึกตอนอายุ 4 ขวบ เธอข้ามน้ำข้ามทะเลไปกับครอบครัวเพื่อประลองฝีมือกับยอดนักศิลปะการต่อสู้จากทั่วโลก และได้เลื่อนขั้นในคาราเต้และคิกบ็อกซิ่งอย่างรวดเร็ว

“นั่นคือสิ่งที่เราทำ เราโชคดีมากที่มีพ่อแม่ที่ทุ่มเททั้งเวลาและเงินเพื่อให้เราได้ลงแข่งขันและเดินทางไปทั่วโลก” 

“เราผ่านสังเวียนมาหลายทัวร์นาเมนต์ ตั้งแต่ที่รัสเซีย ไอร์แลนด์ โครเอเชีย และอิตาลี เรียกได้ว่าทุกๆ ที่ที่พ่อกับแม่นึกออก วัยเด็กของเราไม่เหมือนกับคนอื่นๆ เราไม่ได้ออกไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนในช่วงวันหยุด ไม่ได้ปาร์ตี้หรือทำอะไรแบบนั้น”

“เราต้องฝึกซ้อมและขึ้นสังเวียนตลอด เราได้อยู่ด้วยกันเป็นครอบครัว ซึ่งมันสนุกมากๆ ค่ะ”

เสียสละเพื่อศิลปะการต่อสู้

โคลเบย์ ใช้เวลาเกือบทั้งหมดไปกับการฝึกซ้อม การแข่งขัน และการเรียน จนทำให้เธอไม่ได้มีช่วงวัยรุ่นที่เฮฮาสังสรรค์เหมือนนักเรียนมัธยมปลายทั่วไปในสหรัฐอเมริกา และเธอเคยพลาดโอกาสบางอย่างในชีวิตไปบ้างอย่างเช่น งานพรอม

“บางครั้งฉันนึกย้อนกลับไปแล้วคิดว่า ‘มันเป็นยังไงนะ?’ ตอนนั้นฉันอยู่ที่เม็กซิโกและกำลังทำการแข่งขันในทัวร์นาเมนต์อยู่ ฉันไม่เสียดายช่วงเวลานั้นแม้แต่น้อย ฉันกลับดีใจมากๆ ที่เราไม่ได้มีวัยเด็กเหมือนกับคนทั่วไป”

เมื่อเธอจบมัธยมปลาย โคลเบย์ ต้องเจอกับการตัดสินใจที่ยากลำบาก เพราะในเวลานั้นนักกีฬาการต่อสู้หญิงยังไม่มีโอกาสมากเหมือนผู้ชาย ไหนจะเรื่องรายได้ที่ไม่มากนัก จึงทำให้เธอตัดสินใจโฟกัสกับการศึกษาที่วิทยาลัยไว้ก่อน แต่สำหรับศิลปะการต่อสู้ก็ยังคงเป็นส่วนสำคัญในชีวิตของเธอ

“ตอนอายุ 18 ปี ฉันเรียนจบมัธยมปลาย ฉันต้องคิดหนักเลยว่าจะเรียนต่อดี หรือจะเริ่มเส้นทางอาชีพบนสังเวียนเลย”

“ในเวลานั้น นักสู้หญิงได้ค่าตัวไม่มากนัก ฉันจึงไม่รู้ว่าจะทำอาชีพนี้ หรือจะเรียนต่อดี แต่แล้วฉันก็ใช้เวลาไม่กี่ปีแข่งขันในทัวร์นาเมนต์ระดับสมัครเล่น และฝึกซ้อมอยู่ตลอด ก่อนที่จะกลับไปเรียนจนจบการศึกษาและได้รับปริญญาบัตร”

“ฉันใฝ่ฝันอยากเป็นนักสู้อาชีพมาตลอด แต่ตอนแรกฉันไม่แน่ใจว่าตัวเองจะมีรายได้ที่เพียงพอหรือเปล่า แต่ปัจจุบันนี้ทุกอย่างที่เราทำได้มันน่าทึ่งมากๆ”

ในขณะที่เธอเรียนหนังสือ น้องชายของเธอเลือกเดินสายอาชีพนักสู้ และลงสนามแข่งขันจนถึงระดับสูง แม้ว่า โคลเบย์ จะเลือกเส้นทางที่แตกต่างออกไป แต่สุดท้ายแล้วเธอก็สามารถกลับมาทำตามความฝันได้อีกครั้ง เมื่อหันมาทุ่มเทให้ศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสานแบบเต็มตัว

บททดสอบตัวตน

View this post on Instagram

Fight news coming soon ???? #staytuned

A post shared by Colbey Northcutt Daniels (@colbeynorthcutt) on

หลังจากประสบความสำเร็จในอาชีพนักคาราเต้ เช่นเดียวกับความสำเร็จในเวทีสมัครเล่นของศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสาน โคลเบย์ จึงตัดสินใจเทิร์นโปรในปี 2560

แต่การเริ่มต้นกลับไม่เป็นอย่างหวัง เมื่อเธอแพ้ทีเคโอในยกที่สอง ซึ่งผลการแข่งขันทำให้เธอตั้งคำถามกับอนาคตของตัวเองในวงการนี้

“ความพ่ายแพ้ครั้งแรกเป็นช่วงเวลาที่ยากที่สุดสำหรับฉันตลอดการเป็นนักสู้  มันทำให้ฉันต้องกลับมาทบทวนว่าตัวเองทำผิดอะไร และจะปรับปรุงได้อย่างไร”

“ฉันรู้ว่ามันเป็นแค่ไฟต์แรก แต่มันก็มีคำถามในหัวอยู่ดีว่า ฉันต้องการทำสิ่งนี้จริงๆ หรือเปล่า? และฉันไม่อยากรู้สึกแบบนั้นอีก”

โคลเบย์ ตัดสินใจเปลี่ยนตัวเองครั้งใหญ่ ด้วยการย้ายจากรัฐเท็กซัส ในสหรัฐอเมริกา ไปอยู่รัฐแคลิฟอร์เนีย เพื่อเริ่มฝึกกับโค้ชชุดใหม่ที่ Treigning Lab ซึ่งมีโค้ช “มาร์ก มูนอซ” และ “แซม คาลาวิตตา” รวมถึงนักกีฬาชื่อดังอย่าง T.J. ดิลลาชอว์, ฮวน อาร์ชูเลตา และ เรย์มอนด์ เดเนียลส์ สามีของ โคลเบย์ ฝึกซ้อมอยู่ที่นั่น

“ฉันดีใจมากๆ ที่ฉันแพ้ในครั้งนั้น ตอนนั้นฉันไม่ได้รู้สึกแบบนี้หรอกนะ แต่ตอนนี้ฉันดีใจมากที่มันเกิดขึ้น ภายใต้การดูแลจากโค้ชชุดใหม่ ค่ายใหม่ ทุกคนจะได้เห็นว่า โคลเบย์ คนนี้แตกต่างจากคนเก่าอย่างสิ้นเชิง”

ไล่ล่าแชมป์โลก

เนื่องจาก โคลเบย์ มีพื้นเพมาจากเกมยืนสู้ เธอจึงอยากลงแข่งขันใน วัน ซูเปอร์ ซีรีส์ (กติกามวยไทยและคิกบ็อกซิ่ง) เช่นกัน แต่ตอนนี้โฟกัสอย่างเดียวของเธอคือ ศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสาน (MMA)

“ในปัจจุบัน วัน แชมเปียนชิพ ยังไม่มีใครนั่งบัลลังก์แชมป์โลกในกติกาการต่อสู้แบบผสมผสานรุ่นฟลายเวตหญิง ดังนั้น ในอีกสองสามปีข้างหน้า หรืออีกสักสามสี่ไฟต์ ฉันอยากเป็นแชมป์โลกคนแรกของรุ่นนี้ให้ได้”

นอกจากนี้นักสู้หญิงวัย 26 ปี ยังอยากมีโอกาสได้ขึ้นสังเวียนระดับโลกในอีเวนต์เดียวกันกับน้องชาย “Super” เซจ อย่างที่พวกเขาเคยต่อสู้เคียงข้างกันมาตั้งแต่เด็กๆ อีกด้วย

อ่านเพิ่มเติม: