บทความ

“ออง ลา เอ็น ซาง” ฮีโร่เมียนมาศูนย์รวมใจของคนทั้งชาติ ยิ่งกว่าไอคอนแห่งวงการกีฬา

12 มี.ค. 2020

“The Burmese Python” ออง ลา เอ็น ซาง ถือเป็นนักกีฬาผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดที่พม่าเคยมีมา เป็นศูนย์รวมดวงใจของคนทั้งประเทศ และยังเป็นไอคอนนักกีฬาระดับโลก อันเป็นผลพวงมาจากความสำเร็จอย่างเหลือเชื่อที่เขาสั่งสมมาตลอดใน วัน แชมเปียนชิพ

ในฐานะแชมป์โลก ONE รุ่นมิดเดิลเวต และไลต์เฮฟวีเวต นักสู้วัย 34 ปีผู้นี้ได้รับความนับถือจากแฟนๆ ศิลปะการต่อสู้ทั่วโลก และเป็นแรงบันดาลใจให้กับประเทศบ้านเกิดของเขา หลังฟันฝ่าอุปสรรคขวากหนามบนเส้นทางยาวไกลจนไปถึงจุดสูงสุด

เกิดและเติบโตในพม่า

ครอบครัวของ ออง ลา ย้ายจากเมือง Myitkyina (มิตจีนา) ไปอยู่เมืองใหญ่ที่สุดของพม่า เพื่อให้ลูกๆ เข้าเรียนที่โรงเรียนนานาชาติย่างกุ้ง โดยพ่อหาเลี้ยงครอบครัวด้วยการทำงานเป็นพ่อค้าหยกซึ่งเป็นอุตสาหกรรมของประเทศ

ออง ลา เป็นเด็กเรียนดีและรักการเล่นกีฬา เขาอยู่ในทีมของโรงเรียนในกีฬาหลายประเภท แต่เขากลับรู้สึกผิดหวังที่ทีมโรงเรียนเทียบไม่ติดกับโรงเรียนของประเทศเพื่อนบ้าน

ไม่ว่าเราจะแข่งฟุตบอล วอลเลย์บอล หรือบาสเก็ตบอล เราก็แพ้ซะเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งมันทำให้ผมเซ็งมาก มันน่าเศร้านะ ผมคิดว่าเป็นเพราะการฝึกของเราไม่ดีพอ เราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการเพิ่มความแข็งแกร่งทางด้านร่างกายและทักษะอื่นที่จำเป็นเลย”

เมื่อใกล้จบ ม.ปลาย ออง ลา วางแผนที่จะไปศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และหวังว่าวันหนึ่งจะได้กลับมาเปลี่ยนแปลงชีวิตของคนรุ่นใหม่ในพม่าให้ดีขึ้น

มาตรฐานการฝึกสอนกีฬาของประเทศพม่ากับประเทศอื่นๆ มีความเหลื่อมล้ำสูงมาก และผมหวังเหลือเกินว่าชาตินี้ผมจะช่วยให้ความเหลื่อมล้ำนั้นแคบลงได้

การเริ่มต้นใหม่

ในปี 2546 ออง ลา เดินทางไปศึกษาต่อในรัฐมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา ในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์การเกษตร ที่มหาวิทยาลัยแอนดรูว์ เขายังคงตั้งใจศึกษาเล่าเรียนเหมือนที่ผ่านมา แต่หลังจากเวลาผ่านไปเป็นปี เขาก็ค้นพบความปรารถนาใหม่ เมื่อได้เห็นเพื่อนร่วมชั้นชาวซามัวกำลังต่อยกระสอบทรายอย่างหนักหน่วงในโรงยิมของมหาวิทยาลัย 

เขารู้สึกทึ่ง และในบ่ายวันนั้นเองเขาได้สร้างมิตรภาพกับเพื่อนคนนี้อย่างรวดเร็ว และทำให้เจ้าของฉายา “The Burmese Python” เดินทางสู่ชีวิตใหม่ในฐานะนักศิลปะการต่อสู้

เขาพาผมไปที่โรงยิมในเครือของ คาร์ลสัน เกรซี ทางเซาท์เบนด์, อินเดียนา ซึ่งอยู่ห่างไปทางทางใต้ของมหาวิทยาลัยประมาณ 45 นาที ตั้งแต่นั้นมาผมก็เริ่มฝึกบราซิลเลียนยิวยิตสูและศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสาน ผมตกหลุมรักมัน”

ออง ลา เข้าโรงยิมประมาณ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ และในเดือนพฤษภาคม 2548 เขาก็ตัดสินใจลงแข่งขันการต่อสู้แบบผสมผสานระดับอาชีพ รุ่นไลต์เฮฟวี่เวต เป็นครั้งแรก

คู่แข่งของเขาตัวใหญ่กว่าและใช้เวลาเพียงแค่ครึ่งทางของยกแรกกำชัยชนะไปแบบทีเคโอ โดยแพทย์สั่งยุติการแข่งขันเนื่องจากโหนกแก้มของ ออง ลา นั้นบวมฉึ่ง แต่ถึงแม้จะได้รับความพ่ายแพ้ตั้งแต่ไฟต์แรก แต่มันกลับเป็นแรงกระพือให้เขากระตือรือร้นที่จะฝึกฝนและลงสนามใหม่อีกครั้ง

ผมเสพติดความตื่นเต้นเร้าใจจากการแข่งขัน นี่แหละครับเหตุผลที่ทำให้ผมชอบศิลปะการต่อสู้ ผมอยากจะฝึกให้มากขึ้นและดีขึ้นเรื่อยๆ ต่อมาหลังจากนั้น เมื่อพวกเขาบอกว่าเดี๋ยวจะมีการจัดการแข่งขันอีกนะ ผมก็ตอบทันทีว่าเฮ้ ผมเอาด้วยคน”

จุดเปลี่ยน

ออง ลา เริ่มลงแข่งขันในรุ่นมิดเดิลเวต ซึ่งเป็นน้ำหนักปกติของเขา และเอาชนะในยกแรกได้ถึง 5 ไฟต์ติดต่อกัน ขณะเดียวกันก็เรียนไปด้วย และทำงานหารายได้ที่ฟาร์มโคนมใกล้มหาวิทยาลัยไปด้วย

หลังจากเรียนจบปริญญาตรีในปี 2550 เขาย้ายไปที่เมืองโคลัมเบีย รัฐแมรีแลนด์ เพื่อไปอาศัยอยู่กับพี่สาวและหางานที่มั่นคง โดยเริ่มฝึกศิลปะการต่อสู้ที่โรงยิม Crazy 88 MMA ในบัลติมอร์ อย่างไรก็ตาม มันเป็นเวลาสั้นๆ ก่อนที่เขาจะไปเป็นคนเลี้ยงผึ้งที่ฟลอริดาในอีกสองเดือนถัดมา

ปีครึ่งหลังจากนั้น ออง ลา ตระหนักว่าเขาไม่ได้มีความสุขกับชีวิตการทำงานในแต่ละวัน และมันยังส่งผลเสียต่อการสร้างผลงานในการแข่งขันของเขาด้วย

ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจที่จะก้าวออกจากคอมฟอร์ตโซนของคนทำงานประจำ เพื่อไล่ตามความฝัน นั่นคือการเป็นแชมป์โลกศิลปะการต่อสู้ “The Burmese Python” ย้ายกลับไปที่ แมรีแลนด์ และกลับเข้ายิม Crazy 88 อีกครั้ง ด้วยความมุ่งมั่นในการฝึกที่มากขึ้นทำให้เขาเริ่มสั่งสมชัยชนะได้เรื่อยๆ

คุณเก็บเกี่ยวสิ่งที่คุณหว่าน ถ้าคุณไม่ทุ่มเทให้กับการฝึก คุณจะไม่ได้รับผลตอบแทน

สร้างประวัติศาสตร์ใน วัน แชมเปียนชิพ

หลังจากสั่งสมชัยชนะ 15 ครั้งในการแข่งขันระดับมืออาชีพ ออง ลา ได้ใบเบิกทางเข้าสู่ วัน แชมเปียนชิพ ในปี 2557 และสร้างแรงสะเทือนบนเวทีระดับโลกทันที เขาไล่บี้คู่ต่อสู้สี่คนแรก ก่อนขึ้นชิงตำแหน่งแชมป์โลก ONE รุ่นมิดเดิลเวต แบบรู้ตัวล่วงหน้าไม่นาน

ด้วยเวลาเพียง 2 สัปดาห์ในการเตรียมตัวแข่งขัน ทำให้เขาพ่ายแพ้ “วิตาลี บิกแดช” ในเดือนมกราคม 2560 แต่ก็ได้โอกาสกลับมากู้หน้าอีกครั้งในอีก 5 เดือนต่อมา ซึ่งครั้งนี้ ออง ลา เก็บตัวซุ่มซ้อมอย่างเต็มที่ และกระชากเข็มขัดจาก วิตาลี มาครองได้ที่บ้านเกิดในกรุงย่างกุ้ง

การแข่งขันครั้งนั้นได้รับการยกย่องให้เป็นศึกแห่งปี แต่ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด มันเป็นครั้งแรกที่พม่าได้แชมป์โลกคนแรกของวงการกีฬา

มันรู้สึกเหมือนไม่ใช่เรื่องจริง นี่คือสิ่งที่ผมทุ่มเทมาตลอดชีวิต และมันก็กลายเป็นความจริงต่อหน้าแฟนๆ ในบ้านเกิดของผม

ผมทั้งประหลาดใจและมีความสุข ผมรู้สึกปลาบปลื้มอย่างที่สุด ผมมาจากจุดเริ่มต้นที่ต่ำต้อยจากเมืองเล็ก ในพม่า ไม่น่าเชื่อว่าผมจะได้รับเกียรติให้คว้าแชมป์โลก”

ความสำเร็จไม่ได้หยุดเพียงแค่นั้น ออง ลา กลับไปที่ฟลอริดา และร่วมงานกับโค้ช “เฮนรี ฮุฟท์” ที่ ฮาร์ดน็อกส์ 365 ก่อนจะคว้าแชมป์โลก ONE รุ่นไลต์เฮฟวีเวต และป้องกันตำแหน่งแชมป์โลกรุ่นมิดเดิลเวตสองครั้งในปี 2561 รวมถึงไฟต์ที่เขาเจอกับ เคน ฮาเซงาวา” ซึ่งได้รับการกล่าวขานว่าเป็น ไฟต์ยอดเยี่ยม และ น็อกเอาต์แห่งปีอีกด้วย

เขาสานต่อความสำเร็จกับชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่อีกสองครั้งในประวัติศาสตร์ของ ONE เมื่อปีที่ผ่านมา รวมถึงการน็อกเอาต์ “The Truth” แบรนดอน เวรา แชมป์โลก ONE รุ่นเฮฟวีเวต ที่ลงมาชิงแชมป์โลกรุ่นมิดเดิลเวตแต่ไม่สำเร็จ

ตลอดเวลาที่ผ่านมา “The Burmese Python” ได้รับการยกย่องอย่างสูงจากชาวพม่า สมกับที่เขาทุ่มเทช่วยเหลือบ้านเกิด ด้วยการสนับสนุนโครงการดีๆ มากมาย และสร้างแรงบันดาลใจให้คนพม่ารุ่นใหม่ดำเนินรอยตามเขา

ผมสามารถเป็นแรงบันดาลใจผู้คนในท้องถิ่นและทั้งประเทศบ้านเกิดของผม ด้วยการทำให้พวกเขารู้ว่า หากอยากประสบความสำเร็จสูงสุด ก็ต้องทุ่มเทและอุทิศกายใจให้กับสิ่งนั้น”

ในฐานะที่เป็นแบบอย่างด้านกีฬา ผมสร้างแรงบันดาลใจให้คนทั้งประเทศด้วยการเป็นนักสู้ที่เก่งที่สุดเท่าที่ผมจะเป็นได้ ที่ผ่านมาไม่เคยมีชาวพม่าคนไหนได้เข้าร่วมการแข่งขันระดับโลก มันเป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับผม ทำให้ผมรู้สึกภาคภูมิใจ และยังเป็นเครื่องกระตุ้นเตือนให้ผมเดินหน้าต่อไปอีกด้วย”

อ่านเพิ่มเติม: