บทความ

“มาร์ติน เหงียน” ผู้อพยมจากสงครามเวียดนาม สู่นักสู้ผู้ยิ่งใหญ่บนเวทีโลก

14 มี.ค. 2020

“The Situ-Asian” มาร์ติน เหงียน นับเป็นนักกีฬาที่มีพรสวรรค์มากที่สุดคนหนึ่งใน “บ้านแห่งศิลปะการต่อสู้” วัน แชมเปียนชิพ แต่คุณพ่อนักสู้ลูกสาม ชาวเวียดนาม-ออสเตรเลียคนนี้จะไม่สามารถประสบความสำเร็จจนกลายมาเป็นแชมป์โลก ONE รุ่นเฟเธอร์เวตได้ด้วยเพียงลำพังตัวเขาคนเดียว

และนี่คือเรื่องราวของเขา…เด็กที่มาจากครอบครัวอพยพชาวเวียดนาม ก่อนจะมาสู่จุดสูงสุดบนเวทีการต่อสู้ระดับโลก

เรื่องราวครอบครัว

ครอบครัวของ มาร์ติน เหงียน อาศัยอยู่ทางเวียดนามใต้ จนเมื่อสงครามเวียดนามเริ่มคืบคลานเข้ามาใกล้ในปี พ.ศ.2513 ครอบครัวของเขาและคนอื่นๆ ในละแวกบ้านใกล้เรือนเคียงจึงตัดสินใจอพยพเพื่อไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่อื่น

กลุ่มคนที่แน่นแฟ้นนี้เดินทางไปยังประเทศมาเลเซียโดยทางเรือ และไปรวมกันตัวกันที่ค่ายอพยพในอินโดนีเซีย ก่อนจะบินข้ามไปยังประเทศออสเตรเลีย และตั้งหลักปักฐานที่ เมืองลิเวอร์พูล รัฐนิวเซาท์เวลส์

“ชุมชนในพื้นที่กับผู้คนที่เพิ่งอพยพมาใหม่รวมตัวกันเป็นกลุ่มใหญ่และสร้างชุมชนขึ้นที่นี่ พวกเราไม่มีความเกี่ยวข้องกันทางสายเลือด ไม่ได้เป็นลุงป้าน้าอา หรือลูกพี่ลูกน้องกันจริงๆ แต่ผมนับถือพวกเขาเหมือนญาติ เพราะความใกล้ชิดสนิทสนมกัน”

ผู้คนในชุมชนออกไปเยี่ยมเยียนกัน แบ่งปันข่าวดี และเฉลิมฉลองเทศกาลสำคัญด้วยกัน ทำให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็งจนถึงทุกวันนี้แม้จะผ่านไปหลายสิบปีแล้วก็ตาม

โดยอย่างยิ่งเมื่อพวกเขาได้มีโอกาสได้กิน ดื่ม และร้องเพลงคาราโอเกะด้วยกัน ซึ่ง มาร์ติน เหงียน อธิบายให้เห็นภาพว่า มันเหมือนเป็นงานคอนเสิร์ตย่อมๆ ของมินิไอดอลของชาวเวียดนาม และเมื่อใครได้ครอบครองไมค์แล้ว ก็ยากที่จะวางไมค์ทีเดียว

แรงปรารถนาครั้งใหม่

Martin Nguyen in his ONE Championship debut

ในวัยเด็ก มาร์ติน เหงียน ยอมรับว่าเขามักก่อปัญหาที่บ้านและในชั้นเรียนอยู่บ่อยครั้ง แต่ความทะโมนของเขาก็เริ่มลดน้อยถอยลงเมื่อเขาเริ่มเล่นรักบี้เมื่ออายุ 10 ปี และทำผลงานได้ดีในการแข่งขัน จูเนียร์ รักบี้ คลับ รวมถึง เวสต์ แม็กพายส์ (การแข่งขันในระดับท้องถิ่น)

ช่วงวัยรุ่นตอนปลายเขาเติบโตพ้นวัยสู่การเป็นผู้ใหญ่อย่างรวดเร็ว เมื่อได้พบกับ “บรู๊ค” ภรรยาในอนาคต ก่อนวันเกิดครบรอบ 17 ปีไม่กี่วัน และหลังจากนั้นสามปีต่อมาในเดือนพฤษภาคม 2552 พวกเขาก็มีพยานรักคนแรก

การมีลูกทำให้ผมตระหนักว่าผมต้องเป็นหัวหน้าครอบครัว เราเลิกออกไปเที่ยว และทุกอย่างที่ทำก็เพื่อลูกของเรา” 

ก่อนหน้านี้ชีวิตผมมีแต่เพื่อนฝูงและการออกไปเที่ยวเตร่ข้างนอก ไม่มีใครทำอะไรเราได้ แต่หลังจาก บรู๊ค เข้ามาอยู่ในชีวิตผม เป็นคนที่ผมต้องดูแล รวมถึงลูกของเราที่เกิดมา”

จากนั้นไม่นานก็มาถึงช่วงเวลาสำคัญอีกครั้งในชีวิต หลังจากได้รับบาดเจ็บ เขาสูญเสียกำลังใจถึงขั้นหันหลังให้การเล่นรักบี้ และมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนต้องเริ่มมองหากีฬาชนิดอื่นที่จะช่วยลดน้ำหนักส่วนเกินนี้ออกไปได้

เมื่อ มาร์ติน เหงียน ก้าวผ่านประตูของ KMA Top Team ในปี 2553 นอกจากเขาจะได้รู้จักวิธีขจัดน้ำหนักส่วนเกินแล้ว ยังได้พบกับแสงสว่างครั้งใหม่ในชีวิต

“ช่วงน้ำหนักตัวผมเริ่มเยอะขึ้น ผมก็ตัดสินใจเรียนบราซิลเลียนยิวยิตสู วินัยในศิลปะการต่อสู้นั้นคนละระดับกันเลยเมื่อเทียบกับกีฬาที่ต้องเอาตัวมาชนกันอย่างรักบี้

เขาติดใจกีฬาบราซิลเลียนยิวยิตสูซึ่งมันช่วยจุดไฟให้กับจิตวิญญาณนักแข่งของเขาอีกครั้ง ซึ่งหลังจากได้ลงแข่งขัน เขาก็คว้าอันดับสามมาครอง จากนั้นก็ค่อยๆ เริ่มพัฒนาทักษะอื่นเพิ่มเติมเพื่อที่จะนำไปสู่ศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสาน

ปีต่อมาเขาลงแข่งขันในระดับสมัครเล่นครั้งแรก และคว้าชัยชนะ 4 ไฟต์ติดต่อกันเหนือคู่แข่งขันที่ตัวใหญ่กว่า ก่อนจะสั่งสมความสำเร็จแบบเดียวกันในปีถัดมา และตัดสินใจเทิร์นโปรเพื่อแข่งขันบนสังเวียนในระดับที่สูงขึ้น

สร้างประวัติศาสตร์การต่อสู้

มาร์ติน เหงียน เปิดตัวในฐานะนักสู้อาชีพเมื่อเดือนกรกฎาคม 2555 และกลายเป็นที่จับตามองอย่างรวดเร็ว หลังจากคว้าชัยชนะแบบไม่ครบยก 3 ไฟต์ติดต่อกัน และกลายเป็นแชมป์ระดับประเทศที่โดดเด่นที่สุดในออสเตรเลีย

ความสำเร็จอันน่าทึ่งทำให้เขาก้าวสู่การเป็นนักกีฬาในองค์กรศิลปะการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งเขายอมรับว่าสิ่งที่เป็นรอยด่างพร้อยในช่วง 5 ปีแรกของการเป็นนักสู้อาชีพมาจากความพ่ายแพ้ที่มีต่อ “Cobra” มารัต กาฟูรอฟ ซึ่งครั้งนั้นเป็นการแข่งขันชิงตำแหน่งแชมป์โลก ONE เฉพาะกาล รุ่นเฟเธอร์เวต และเป็นไฟต์ที่สองของเขาใน วัน แชมเปียนชิพ โดยรู้ตัวล่วงหน้าเพียงแค่สองวันก่อนการแข่งขัน

อย่างไรก็ตามหลังจากใช้เวลาขัดเกลาทักษะและสั่งสมชัยชนะร่วมสองปี “The Situ-Asian” ก็ได้รับโอกาสกู้ชื่อเสียงตัวเองอีกครั้งในเดือนสิงหาคม 2560 ซึ่งเขาโชว์ทักษะการป้องกันซับมิชชันชั้นเลิศจากคู่ปรับเก่าชาวรัสเซียได้อย่างเชี่ยวชาญ อีกทั้งยังสามารถปิดเกมนี้ได้อย่างเหลือเชื่อ พร้อมกระชากเข็มขัดแชมป์โลก ONE รุ่นเฟเธอร์เวตมาครองได้สำเร็จ

มันเป็นช่วงเวลาที่ มาร์ติน เหงียน ภูมิใจที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อภรรยาก็อยู่เคียงข้างเขาที่นั่น

มันยอดไปเลย ภรรยาของผมก็อยู่ที่นั่นด้วยในไฟต์เปิดตัว และเธอก็อยู่บนเวทีกับผมตอนที่กรรมการชูมือหลังจากจัดการ กาฟูรอฟ ได้”

เขาสร้างความสำเร็จอีกครั้งในสามเดือนต่อมา เมื่อเขาข้ามไปสู้ในรุ่นที่ใหญ่ขึ้น และคว้าแชมป์โลก ONE รุ่นไลต์เวตมาจาก “Landslide” เอดูอาร์ด โฟลายัง อย่างน่าทึ่ง

แม้อาการบาดเจ็บจะบังคับให้ “The Situ-Asian” ต้องปล่อยมือจากเข็มขัดแชมป์โลกรุ่นไลต์เวตของเขา แต่เขาก็ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องจากการป้องกันตำแแหน่งรุ่นเฟเธอร์เวตได้ถึงสามครั้ง ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้เขาใช้เวลาในการฝึกฝนที่ Hard Knocks 365 ที่ฟลอริดา ประเทศอเมริกา และเขามั่นใจว่าจะยังคงรักษาเข็มขัดเส้นนี้ไว้ได้อีกหลายปี

เหตุผลของการย้ายคือผมต้องการพาตัวเองออกจากคอมฟอร์ตโซน เพื่อฝึกซ้อมให้ได้ผลดีที่สุด ถ้าอยากเป็นสิงห์ก็ต้องฝึกกับสิงห์ ผมพาตัวเองออกไปและไม่หันหลังกลับไปมองอีกเลย ผมมีความมั่นใจมากขึ้น ไม่เฉพาะกับทักษะการยืนสู้เท่านั้น แต่ในด้านทักษะมวยปล้ำด้วยเช่นกัน มันเหมือนมีใครมาก่อกองไฟอยู่ภายในตัวผม และผมพร้อมที่โชว์มันให้ทุกคนเห็น

เป็นแบบอย่างที่ดี

Martin Nguyen consoles Koyomi Matsushima at ONE: DAWN OF HEROES.

แม้ว่า มาร์ติน เหงียน จะเดินทางมาถึงจุดสูงสุด แต่เขายังไม่หยุดเพียงเท่านี้ เขาต้องการใช้ความสำเร็จของตัวเองเพื่อกระตุ้นให้ผู้คนทั้งในเวียดนาม ออสเตรเลีย รวมถึงทั่วทุกมุมโลก ให้เกิดแรงบันดาลใจในการทำตามความฝันของพวกเขาให้สำเร็จ

ถ้าคุณต้องการอะไรในชีวิต คุณก็ต้องทุ่มเทเพื่อสิ่งนั้น คุณต้องมีความมุ่งมั่น ตั้งเป้าหมายและไปให้ถึง นี่คือสิ่งที่ผมอยากผลักดันให้กับคลื่นลูกใหม่

เขาเชื่อว่าหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำเช่นนั้น คือการสื่อสารผ่านศิลปะการต่อสู้ การฝึกซ้อมของเขาได้หล่อหลอมวิธีคิดและวิถีชีวิตของเขา เช่นเดียวกับอาชีพของเขาในสังเวียน และเขาหวังว่ามันจะเป็นเช่นเดียวกันสำหรับผู้อื่น

ศิลปะการต่อสู้ช่วยให้ผมมีวินัย และเห็นคุณค่าของชีวิต ไม่เพียงแต่เฉพาะเรื่องการต่อสู้เท่านั้น แต่ยังเห็นคุณค่าของครอบครัว การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน การพบเจอผู้คนใหม่ๆ เรียนรู้ผ่านการเดินทางและได้มีประสบการณ์เป็นของตัวคุณเอง

มันมีส่วนช่วยในชีวิตของผมอย่างมาก และด้วยแรงสนับสนุนจากภรรยา อาชีพนักสู้จึงเป็นปรากฎการณ์ เป็นการเดินทางที่เยี่ยมยอดมากจริงๆ

อ่านเพิ่มเติม: ความพ่ายแพ้ครั้งแรกสร้างแรงบวกให้ “ออง ลา” ลุกขึ้นมาเอาชนะตัวเอง