บทความ

บันทึกลับ “ทีมลาไคย์” จากศูนย์สู่สูงสุด

31 มี.ค. 2020

เมื่อกล่าวถึง “ศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสาน (MMA)” ในฟิลิปปินส์ ไม่มียิมไหนที่จะเทียบชั้น “ทีมลาไคย์” ได้

ผู้บุกเบิกศิลปะการต่อสู้ที่ก่อร่างสร้างตัวอย่างมั่นคงจากเมืองบาเกียวซิตี้ ได้สร้างชื่อในระดับชาติ ต่อเนื่องมายังเวทีนานาชาติ และแนะนำศาสตร์การต่อสู้ที่เรียกว่า “วูซู” ที่นักกีฬาส่วนใหญ่ไม่เคยรู้จักมาก่อนให้เป็นที่รู้จัก

นักสู้ชาวฟิลิปปินส์สั่งสมประสบการณ์ ก้าวผ่านความพ่ายแพ้และปวดร้าวใจ เก็บความภาคภูมิใจและชัยชนะ ก่อนจะลุกขึ้นจากกองเถ้าถ่าน และสร้างเรื่องราวเหล่านี้ให้กลายเป็นที่เล่าขานสู่คนรุ่นต่อๆ ไป

อย่างไรก็ตาม เราจะพาทุกท่านกลับไปสู่จุดเริ่มต้น เพื่อทบทวนเรื่องราวอันน่าชื่นชมของพวกเขา

 

จุดเริ่มต้นของสิ่งมหัศจรรย์

Mark Sangiao at the Team Lakay gym in Baguio City

จริงๆ แล้ว ทีมลาไคย์ ก่อตั้งขึ้นมาจากอุบัติเหตุเพราะความจำเป็น เมื่อ “The Machine” มาร์ค ซานเกียว ต้องรับผิดชอบงานหลายอย่างทั้งในฐานะ โค้ช, นักเรียน, และนักกีฬาอาชีพ

เขาเพิ่งได้เหรียญทองเอเชียนเกมส์ปี 2001 ในกีฬาวูซู มาสดๆ ร้อนๆ เขากลับไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยคอร์ดิลเยรา ในเมืองบาเกียว เพื่อจบการศึกษาระดับปริญญาตรีในสาขาอาชญาวิทยา และเป็นหวหอกนำทีมวูซูของมหาวิทยาลัย

แต่ในไม่ช้า ศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสานได้ถูกนำเข้ามาสู่สังคมฟิลิปปินส์ และ ซานเกียว รู้สึกสนใจกีฬาชนิดใหม่นี้

ด้วยความปรารถนาที่จะใช้ทักษะวูซูของเขาผนวกเข้ากับกีฬาใหม่ที่น่าตื่นเต้นนี้ เขาจึงฟอร์ม ทีมลาไคย์ ขึ้นมา และเทียนเล่มแรกก็ถูกจุดขึ้นอย่างเป็นทางการ

“ในปี 2003 เราเริ่มกลุ่มของเราที่มหาวิทยาลัยคอร์ดิลเยรา”

“มันเป็นเวลาเดียวกับที่ผมเริ่มลงแข่งศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสาน และลงแข่งใน URCC (Universal Reality Combat Championship) ซึ่งเป็นรายการแข่งขันระดับชาติฟิลิปปินส์ และผมต้องการสถานที่ฝึกซ้อมที่ไหนสักแห่ง นั่นเป็นเหตุผลที่เราตัดสินใจก่อตั้งยิมขึ้นมา”

แต่เดิมทีมนี้มีชื่อว่า “ลาไคย์ วูซู” ประกอบด้วยนักเรียนวูซูกลุ่มแรกที่มี “The Ferocious” เอ็ดเวิร์ด เคลลี และ มาร์ค เอ็ดดิวา รวมอยู่ในนั้น

พวกเขาไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่เป็นของทีม และในทางชอบธรรมแล้ว “ลาไคย์ วูซู” ถือเป็นธุรกิจที่ไม่ได้จดทะเบียน เมื่อมองจากภายนอกจึงดูเหมือนเป็นชมรมมากกว่านิติบุคคลตามกฎหมาย

อย่างไรก็ตามทีมนี้ได้ทำการฝึกซ้อมในโรงยิมของมหาวิทยาลัย เพื่อเตรียมความพร้อมให้หัวหน้าทีมก้าวเข้าสู่การแข่งขันนัดเปิดตัว และหลังจาก มาร์ค ซานเกียว คว้าชัยชนะได้ตั้งแต่ไฟต์แรกในการต่อสู้แบบผสมผสาน ด้วยการทีเคโอในยกที่ 2 เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ.2546 เขาก็ติดใจจนถอนตัวไม่ขึ้น

Former ONE Lightweight World Champion Eduard Folayang kicks the bag

ห่างจากเมืองบาเกียวประมาณ 250 กิโลเมตร “Landslide” เอดูอาร์ด โฟลายัง เพื่อนและอดีตเพื่อนร่วมทีมวูซูของซานเกียว ยังคงฝึกฝนวิชาของเขากับทีมชาติวูซูในเมืองหลวงของประเทศฟิลิปปินส์

เอดูอาร์ด โฟลายัง สนใจศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสาน เขาจึงเข้าร่วมเป็นหนึ่งในผู้นำทีมลาไคย์ ในแบบที่ยังไม่เต็มตัว เพราะตอนนั้นเขากำลังให้ความสำคัญกับการเป็นนักกีฬาทีมชาติมาเป็นอันดับหนึ่ง

ด้วยเหตุนี้ มาร์ค ซานเกียว จึงผนึกกำลังกับ “โทนี คานเดลาเรีย” ประธานสหพันธ์วูซูฟิลิปปินส์ ในเขตการปกครองคอร์ดิลเยรา

“ตอนนั้น เอดูอาร์ด ยังอยู่กับทีมชาติวูซู ที่มะนิลา ผมจึงตัดสินใจเปิดยิมกับประธานสหพันธ์วูซูที่นี่ เมื่อเขามาที่บาเกียว เขาก็เป็นเพื่อนร่วมสอนของผม ถ้าเขาไม่อยู่ผมก็รับเหมาสอนคนเดียวทุกวัน”

ในไม่ช้าเมื่อ เอดูอาร์ด โฟลายัง กลับขึ้นเหนือเพื่อเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยคอร์ดิลเยราให้จบ เขาก็เกิดอาการคัน อยากลงแข่งศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสานขึ้นมาอย่างรุนแรง

ในการเปิดตัวของเขาเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ.2550 เขาน็อก “อัลลัน โค” ได้ตั้งแต่ยกแรก และคว้าแชมป์ URCC รุ่นเวลเตอร์เวตมาครอง

เมื่อศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสานเริ่มเป็นที่จับต้องได้ในฟิลิปปินส์ เอดูอาร์ด จึงเบนเข็มไปเอาดีในกีฬาชนิดนี้ ซึ่งทำให้ มาร์ค ซานเกียว รู้ว่าความเปลี่ยนแปลงกำลังจะเกิดขึ้น

 

เผชิญความขัดสนทางการเงิน

Team Lakay head coach talks to Eduard Folayang during an outdoor practice

เมื่อศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสานเริ่มเป็นที่จับตาก็กลายเป็นปัญหาสำหรับสหพันธ์วูซูฟิลิปปินส์ เมื่อทางองค์กรต้องการแยกตัวออกไป สถานการณ์ดังกล่าวบังคับให้ มาร์ค ซานเกียว ต้องคิดใหม่ทำใหม่เพื่อพัฒนาโปรแกรมของเขา

“ในปี 2006 สหพันธ์วูซู ไม่อยากมีส่วนร่วมในศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสาน พวกเขาต้องการโฟกัสไปที่วูซูเท่านั้น”

“ศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสานเริ่มได้รับความนิยมในฟิลิปปินส์ ดังนั้นเราจึงตัดสินใจตั้งชื่อใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง โดยใช้ชื่อว่า ‘ทีมลาไคย์’ เฉยๆ เพื่อไม่ให้มีความเกี่ยวข้องกับวูซู”

มาร์ค ซานเกียว จดทะเบียน “ทีมลาไคย์” เป็นธุรกิจในปี พ.ศ.2549 และเขาย้ายจากโรงยิมของมหาวิทยาลัยไปยังชั้นบนของร้านขายเนื้อซึ่งตั้งอยู่ที่ตลาดในเมือง มีอุปกรณ์การซ้อมไม่มาก ซึ่งมันเป็นเหตุผลว่าทำไมพวกเขาจึงใช้เวลาพัฒนาทักษะการปล้ำจับล็อกของทีมนานนัก

“เราไม่มีเบาะ ซึ่งมันเป็นอุปสรรคในการฝึกปล้ำจับล็อก มันเป็นอุปสรรคในช่วงแรกๆ จุดกำเนิดของความเจ็บปวด เราเริ่มต้นจากศูนย์จริงๆ” โฟลายัง กล่าว

ต่อมา ปัญหาเรื่องสถานที่และอุปกรณ์ก็นำมาสู่ปัญหาที่ใหญ่กว่า

Eduard Folayang takes a rest after a run

เมื่อ “The Machine” มาร์ค ซานเกียว ประสบความสำเร็จบนสังเวียน และกลายเป็นแชมป์ระดับชาติ สมาชิกในทีมก็เพิ่มขึ้นทันที แต่ไม่นานพวกเขาก็หายไป

“ตอนนั้นผมเป็นแชมป์ URCC รุ่นแบนตัมเวต ทุกครั้งที่ผมไปแข่งและกลับมาที่ยิม จะมีคนที่ได้รับแรงบันดาลใจจากผมเข้ามาขอฝึกกับพวกเรา”

“หลังลงแข่งแต่ละที ยิมก็คลาคล่ำไปด้วยผู้คน แต่ผ่านไปสองสามเดือนก็กลายเป็นยิมร้างเหมือนเดิม นี่แหละเรื่องราวของเรา ไปแข่งกลับมา ได้นักเรียนกลับมา แต่อยู่กับเราไม่นานก็กลับมาว่างเปล่า”

ความขัดสนทางการเงินยังคงดำเนินต่อไป เงินรางวัลจากรายการแข่งขันท้องถิ่นไม่เติบโตสอดคล้องกัน นักกีฬาจึงไม่สามารถหาเลี้ยงชีพจากการแข่งขันเพียงอย่างเดียว

นอกเหนือจากฐานะแชมป์ URCC แล้ว มาร์ค ซานเกียว ยังเป็นครูสอนวิชาอาชญาวิทยาขั้นพื้นฐานที่มหาวิทยาลัยคอร์ดิลเยรา และเป็นโค้ชให้กับทีมวูซู แต่รายได้โดยรวมก็ยังไม่เพียงพอ

“นี่ไม่ใช่เรื่องตลก ผมเคยถังแตกขนาดที่ว่าไม่มีเงินค่ารถไปสอนที่ยิม ผมต้องวิ่งเหยาะๆ ไปแล้วก็วิ่งกลับบ้าน แต่นั่นคือความหลงใหลที่ผมมีต่อศิลปะการต่อสู้”

“เรามีปัญหาการเงิน ไม่มีรายได้ แต่เรายังมีครอบครัวที่ต้องดูแล มันลำบากจริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของผม เพราะผมเป็นคนที่ต้องบริหารจัดการยิมทั้งหมด”

“อาจเป็นเพราะความหลงใหลในการต่อสู้ที่ทำให้ผมยังมีกำลังใจที่จะสอนต่อไป แทนที่จะหันไปทำงานอื่นเพื่อหาเงินมาเลี้ยงครอบครัว”

ยิ่งเวลาผ่านไป มันก็ยิ่งยากขึ้นเรื่อยๆ ที่จะรักษาเปลวเทียนนี้ไม่ให้มอดลง

 

การตัดสินใจครั้งใหญ่

มาร์ค ซานเกียว แม้จะประสบปัญหาด้านการเงิน แต่เขายังเชื่อว่าความปรารถนาจะขับเคลื่อนเขาไปข้าง เขาจึงรวบรวมกองทัพนักรบที่มีพื้นฐานวูซู ด้วยการทาบทามบรรดานักกีฬาที่คุ้นหน้าจากสถานศึกษาหลายคน รวมถึง “The Rock” โฮโนริโอ บานาริโอ จากวิทยาลัยการพัฒนาอาชีพคอร์ดิลเยรา และ “Gravity” เจเฮ อุสตาคิโอ จากมหาวิทยาลัยคอร์ดิลเยรา

ไม่ช้าทีมของ ซานเกียว ก็กลายเป็นผู้นำในวงการศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสานในท้องถิ่น ทั้ง โฟลายัง, บานาริโอ, “The Silencer” เควิน เบลิงกอน และ เรย์ ด็อกโยแกน ต่างได้เข็มขัด URCC มาคาด และสมาชิกของทีมลาไคย์ก็เริ่มบูม

ผู้นำของทีมอย่าง ซานเกียว ซึ่งขณะนั้นอายุ 29 ปี และยังอยู่ในช่วงขาขึ้นของอาชีพนักสู้ กำลังตกอยู่ในสถานการณ์เหยียบเรือสองแคมทั้งในฐานะนักกีฬา และโค้ชของทีมที่ต้องให้การสนับสนุนและช่วยเหลือนักกีฬาทุกคน

“เอดูอาร์ด ได้เข็มขัดใน URCC, เรย์ ได้เข็มขัด, เควิน และ โฮโนริโอก็ได้เข็มขัด และเราก็ยิ่งวุ่นวายกับการฝึกซ้อมและเตรียมความพร้อมในการแข่งขันยิ่งกว่าเก่า”

“มีนักเรียนทยอยกันเข้ามา ผมต้องโฟกัสไปที่การสอนและเป็นโค้ช แน่นอนว่าการตัดสินใจแขวนนวมมันยาก ร่างกายของผมยังกระหายที่จะขึ้นสังเวียนอยู่ แต่ผมก็โฟกัสกับการสอนได้ไม่เต็มที่ ผมจึงต้องตัดสินใจเลือกระหว่างการเป็นโค้ช กับนักกีฬา และผมเลือกที่จะเป็นโค้ช

 

กระหึ่มในสังเวียน ONE

การเป็นผู้นำในวงการศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสมในฟิลิปปินส์ ทำให้ ทีมลาไคย์ กลายเป็นที่สนใจของผู้จัดการแข่งขันทั่วเอเชีย

“ในไม่ช้า ราก็ได้เห็นรายการแข่งขันในระดับนานาชาติพากันเข้ามา มีทั้ง Legend FC, PXC และตามมาด้วย Martial Combat”

ผู้มาภายหลังคือผู้เปลี่ยนเกมตัวจริง เขาคือ “วิกเตอร์ คุย” ผู้ดำเนินการจัดการแข่งขันศิลปะการต่อสู้ที่มีฐานอยู่ที่สิงคโปร์ ที่ซึ่ง เอดูอาร์ด โฟลายัง สร้างผลงานชนะต่อเนื่อง 3 ครั้ง แถมยังคว้าแชมป์ของรายการในไฟต์ที่สองที่เขาลงแข่งขัน

ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2554 วิกเตอร์ คุย จับมือกับ ชาตรี ศิษย์ยอดธง” เปิดตัว วัน แชมเปียนชิพ และเซ็นสัญญาให้ โฟลายัง เข้ามาเป็นนักกีฬาในสังกัด และคนอื่นๆ ในบาเกียวซิตี้ก็ทยอยกันตบเท้าเข้ามา

ไม่กี่ปีต่อมาความนิยมของ ทีมลาไคย์ ก็พุ่งกระฉูด พวกเขาขยายยิมเพิ่มเป็นแห่งที่สองใน La Trinidad และผลิตฮีโร่ระดับชาติ พร้อมกับเป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลาสำคัญในประวัติศาสตร์ศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสาน

“โฮโนริโอ บานาริโอ” เอาชนะ “The Natural” อีริค เคลลี ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมชาติในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2556 และนั่งแท่นแชมป์โลก ONE รุ่นเฟเธอร์เวตคนแรกในประวัติศาสตร์ รวมถึงแชมป์โลกกีฬาศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสานคนแรกของฟิลิปปินส์ แต่เขากลับเสียตำแหน่งในไฟต์ต่อมาเขา

Four Team Lakay World Champions with Mark Sangiao

“เอดูอาร์ด โฟลายัง” น็อกไอคอนแห่งวงการศิลปะการต่อสู้ชาวญี่ปุ่นที่ไม่น่าเชื่อว่าจะถูกน็อกได้อย่าง “Tobikan Judan” ชินยะ อาโอกิ และ คว้าแชมป์โลก ONE รุ่นไลต์เวตมาครองในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2559 ก่อนจะทำเข็มขัดหลุดมือในอีกหนึ่งปีต่อมา แต่ก็แย่งกลับคืนมาได้อีกครั้งในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2561

ด้าน “เจเฮ อุสตาคิโอ” ก็เล่นงาน “Mikiniko” อาเดรียโน โมราเอส พร้อมคว้าแชมป์โลก ONE รุ่นฟลายเวตในเดือนมิถุนายน พ.ศ.2561

ส่วน “The Passion” โจชัว พาซิโอ ก็กำราบ “Nobita” โยชิตากะ นาอิโตะ และคว้าตำแหน่งแชมป์โลก ONE รุ่นสตรอว์เวตมาครองในเดือนกันยายนปีเดียวกัน

นอกจากนั้น “เควิน เบลิงกอน” ได้ดับฝันของ “The Flash” บิเบียโน เฟอร์นานเดส ในการชิงตำแหน่งแชมป์โลก ONE รุ่นแบนตัมเวต ในอีกสองเดือนให้หลัง

ทีมลาไคย์ ฉลองส่งท้าย พ.ศ.2561 โดยครอบครองเข็มขัดแชมป์โลก ONE ถึง 4 เส้นในเวลาเดียวกัน ซึ่งมันตอบแทนการตัดสินใจที่แสนยากลำบากของ ซานเกียว เมื่อหลายปีก่อน

“ผมไม่เสียดายเลย โดยเฉพาะเมื่อพวกเขาได้เข็มขัดและเอาชนะในการแข่งขันระดับนานาชาติได้มากมายขนาดนี้” โค้ชวัย 41 ปีอธิบาย

“ผมยินดีกับพวกเขา เขารู้สึกอย่างไร ผมก็รู้สึกอย่างนั้น ผมรู้สึกว่าตัวเองก็ได้รับชัยชนะนั้นเช่นเดียวกัน”

 

อนาคตคือตอนนี้

Joshua Pacio and Danny Kingad train at Team Lakay

มาร์ค ซานเกียว และ เอดูอาร์ด โฟลายัง วางรากฐานให้กับ ทีมลาไคย์ ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา บัดนี้เหล่านักสู้เลือดใหม่พร้อมแล้วที่จะออกมาอาละวาด

โจชัว พาซิโอ รับบทผู้นำในการเป็นตัวแทนของฟิลิปปินส์ หนุ่มวัย 24 ผู้นี้ไล่บี้คู่ต่อสู้ในรุ่นสตรอว์เวตรายแล้วรายเล่าอย่างต่อเนื่อง 

แม้เขาจะโชคดีที่ได้เข้าร่วมทีมในช่วงที่กำลังอยู่ขาขึ้น และไม่ได้ร่วมอยู่ในการฝ่าฟันอุปสรรคเมื่อสิบปีก่อน แต่เขาก็รู้ดีว่าสมาชิกของทีมต้องเจออะไรมาบ้างกว่าจะมาถึงจุดนี้ได้

“นี่เป็นทีมที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาตลอด และพวกเขายึดถือมันไว้ในหัวใจ เมื่อผมมาที่นี่ ผมเห็นทุกคนเป็นพี่น้องกัน เราอยู่ที่นี่เหมือนครอบครัวใหญ่ ผมคิดว่านี่แหละที่ทำให้ทีมนี้พิเศษมาก”

“The King” แดนนี คิงกาด เพื่อนซี้ของ พาซิโอ ก็เข้าข่ายเดียวกัน ยอดฝีมือวูซูวาดลวดลายในรุ่นฟลายเวตด้วยสไตล์การต่อสู้ที่ครบเครื่องและเปี่ยมพลัง แม้เขาจะพลาดท่าให้กับ “Mighty Mouse” ดิมิเทรียส จอห์นสัน ในไฟต์ชิงแชมป์โลก ONE กรังด์ปรีซ์ รุ่นฟลายเวต เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา แต่เขาก็โชว์ฟอร์มอย่างเต็มที่ตลอด 15 นาที

นอกจากนี้ยังมี “Thunder Kid” ลิโต อาดิวัง ที่ยกความดีความชอบให้ ทีมลาไคย์ ซึ่งอยู่เบื้องหลังความสำเร็จในวันนี้ โดยเขาเริ่มต้นจากการเป็นเทรนเนอร์โนเนมในมาเลเซีย จนได้เป็นนักกีฬาดาวเด่นที่ร้อนแรงที่สุดในบ้านแห่งศิลปะการต่อสู้ วัน แชมเปียนชิพ หลังผ่านบททดสอบของ Rich Franklin’s ONE Warrior

“นับเป็นเกียรติสำหรับผมที่ได้ร่วมงานกับพวกเขาทุกวัน คุณต้องฝึกกับแชมป์โลก คนที่ไต่เต้าขึ้นมาถึงระดับท็อป เพื่อที่คุณจะได้มีคนช่วยดึงและมีแรงบันดาลใจที่จะพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น นี่คือหนึ่งจุดเปลี่ยนในอาชีพของผมครับ”

เนื่องจากผลงานขั้นสุดของลูกทีมทำให้ มาร์ค ซานเกียว จำต้องปิดยิมใน La Trinidad และเปิดยิมที่เพียบพร้อมและยิ่งใหญ่กว่าเดิมในเมืองเดียวกัน ในเดือนสิงหาคม พ.ศ.2562

จากการขอแบ่งพื้นที่ของมหาวิทยาลัย ไปจนถึงการผลิตแชมป์โลกจากสถานที่ฝึกแสนกระจอกบนชั้นสองของร้านขายเนื้อ นับว่า “ทีมลาไคย์” มาได้ไกลมาก เรื่องนี้คงเป็นไปไม่ได้ถ้าผู้นำของทีมย่อท้อต่อความลำบากจนถอดใจเสียกลางคัน

“เรานึกภาพย้อนกลับไป นี่คือผลจากการทำงานหนักของเรา เรามองหาโอกาสนี้มาตลอด และไม่รู้ว่าเวลาไหนมันถึงจะมา แต่มันจะไม่เกิดขึ้นถ้าเราไม่มีวิสัยทัศน์ในตอนนั้น” โฟลายัง กล่าว

สิ่งเดียวที่อาจหยุดการเติบโตของ ทีมลาไคย์ ในตอนนี้ก็คือความพอใจกับสิ่งที่ตนมี แต่ ซานเกียว สาบานว่าจะทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้มันเกิดขึ้น

“เราไม่เคยหยุดเรียนรู้ และค้นหาเสต็ปต่อไปในอนาคต ถ้าเราบรรลุสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้ว ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม เราจะไม่หยุดอยู่แค่นั้น เราต้องเดินหน้าต่อไป และคิดถึงสิ่งที่นักกีฬาของเราต้องการ” ซานเกียว เล่า

“ลงท้ายพวกเขาจะเป็นคนที่เข้าไปยืนอยู่ในสังเวียน และเราจำเป็นต้องให้ทุกอย่างที่พวกเขาต้องการ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ พวกเขาจะต้องพร้อมเต็มร้อยเมื่อเข้าไปอยู่ในนั้น และนี่คือเหตุผลที่เราเข้าขากันในฐานะทีม”

แม้แต่ตอนที่อะไรๆ ไม่เป็นใจ ซานเกียว และ โฟลายัง รวมถึงสมาชิกคนอื่นๆ ในทีมลาไคย์ ก็ยังคงรักษาเปลวเทียนนี้ไม่ให้มอดดับ

ความหลงใหลของพวกเขาเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงแรงปรารถนาที่มีต่อศิลปะการต่อสู้ และเมื่อเรื่องราวของพวกเขาถูกนำมาเล่าขาน มันย่อมหมายถึงว่าเทียนเล่มนั้นยังคงส่องสว่างอยู่นั่นเอง

อ่านเพิ่มเติม: