บทความ

ชีวิตเหมือนเกิดใหม่ของ “ยูรี ลาปิคัส”

6 ก.พ. 2020

ย้อนกลับไปสมัย “ยูรี ลาปิคัส” เป็นวัยรุ่น เขาต้องอยู่อย่างปากกัดตีนถีบในฐานะผู้อพยพในอิตาลี แต่เมื่อเขาได้ค้นพบศิลปะป้องกันตัว เขาก็มองเห็นลู่ทางใหม่ในการใช้ชีวิต

เกือบ 10 ปีให้หลัง นักสู้จากประเทศมอลโดวากลายเป็นบุคคลสำคัญในฐานะหนึ่งในสมาชิกของทีมชื่อดังซึ่งได้รับการยกย่องสูงสุดทีมหนึ่ง และเขาเป็นนักสู้ไร้พ่ายที่กำลังมาแรงใน วัน แชมเปียนชิพเราจะพาไปรู้จักเส้นทางชีวิตของนักสู้วัย 24 ปีผู้นี้ให้มากยิ่งขึ้น

จากมอลโดวาสู่อิตาลี

ลาปิคัส เกิดในสาธารณรัฐมอลโดวา และอาศัยอยู่กับพ่อแม่ (ลูรี และ วาเลนตินา) และพี่ชาย มาร์ซิน ซึ่งประเทศในยุโรปตะวันออกนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต แต่ตอนนี้เป็นที่รู้จักกันในฐานะสถานที่ผลิตไวน์ชั้นดี และ ลาปิคัส ก็มีชีวิตวัยเด็กอย่างแสนสุขอยู่ที่นั่น

ผมมีความทรงจำดีๆ ในวัยเด็ก ได้ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางสัตว์และธรรมชาติ

ชีวิตในมอลโดวาทั้งเรียบง่ายและสนุก ในฤดูร้อนเราไปเล่นที่แม่น้ำกันทั้งวัน บางครั้งเล่นเพลินจนลืมเวลากินข้าวไปเลยก็มี ในฤดูใบไม้ร่วงผมกับพี่ช่วยพ่อเด็ดองุ่นไปทำไวน์ ส่วนฤดูหนาวเราก็เล่นหิมะทั้งวันทั้งคืนโดยไม่หวั่นความหนาว

และที่มอลโดวานี้เองที่เขาได้ทำความรู้จักกีฬาต่อสู้เป็นครั้งแรก ด้วยการเริ่มเรียนวิชายูโดในวัย 9 ขวบ แม้จะฝึกบนพื้นไม้แข็งๆ เนื่องจากขาดแคลนงบประมาณในการจัดหาอุปกรณ์ก็ตาม

เอาเข้าจริง ปัญหาความยากจนระบาดไปทั่วประเทศ มอลโดวาเป็นประเทศที่มีค่า GDP ต่ำที่สุดในยุโรป ดังนั้นเมื่อ ลาปิคัส อายุได้ 15 ปี พ่อแม่ของเขาจึงตัดสินใจพาครอบครัวอพยพไปอยู่ที่อิตาลีเพื่อชีวิตที่ดีกว่า

ความหลงใหลในการต่อสู้

Iurie Lapicus faces Shannon Wiratchai in Singapore

แม้ ลาปิคัส ในวัยหนุ่มจะย้ายสำมะโนครัวมาสู่ดินแดนแห่งโอกาส แต่การเสาะแสวงหาลู่ทางใหม่ๆ เพื่อชีวิตที่ดีกว่ายังคงเป็นสิ่งที่ยาก โชคดีที่เขาค้นพบหนทางที่เหมาะสมโดยใช้เวลาไม่นานนัก

การเป็นคนต่างด้าวคือบททดสอบที่หนักหนาสาหัสที่สุดที่ผมต้องเผชิญ การที่คุณต้องใช้ชีวิตวัยรุ่นอยู่ในประเทศที่ไม่คุ้น พูดภาษาท้องถิ่นไม่ได้ มันลำบากจริงๆ ครับ

“ในเวลานั้น กีฬาและศิลปะการต่อสู้ช่วยผมได้มาก มันเป็นเครื่องมือในการระบายความอัดอั้นตันใจได้เป็นอย่างดี และมันยังช่วยสร้างวินัยและความภูมิใจในตนเองให้แก่ผมด้วย

การเข้ามาอยู่ในอิตาลีไม่ได้ช่วยปลุกใจรักในการต่อสู้ให้กลับมาอีกครั้งเท่านั้น แต่มันยังช่วยให้เขาค้นพบโลกใบใหม่ที่จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงสู่ชีวิตเขาไปตลอดกาล

ตอนนั้นเพื่อนร่วมชั้นของผมแนะนำให้ผมรู้จักกีฬาศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสาน เขาชวนให้ผมไปที่ยิมและมันก็กลายเป็นรักแรกพบของผมทันที ผมอยากรู้จักแง่มุมต่างๆ ของกีฬานี้ให้มากขึ้น และตัดสินใจว่าจะเดินสู่เส้นทางนักสู้”

ลาปิคัส คิดเอาดีทางด้านการปล้ำจับล็อก (grappling game) เพราะเหมาะสมกับทักษะเดิมที่เขามีอยู่แล้ว หลังจากใช้ความพากเพียรเพื่อเพิ่มพูนทักษะนับพันนับหมื่นชั่วโมง จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่เขาสามารถคว้าชัยแบบซับมิชชันตั้งแต่ยกแรกในการเปิดตัวระดับมืออาชีพ เมื่อปี 2014

สองนักสู้ที่เป็นอิทธิพล

ช่วงที่หนุ่มมอลโดวาขัดเกลาทักษะการต่อสู้ของตน เขาได้รับอิทธิพลจากสองนักสู้ตัวท็อปของวงการอย่าง “The Doctor” จอร์จิโอ เปโตรเซียน และ อาร์เมน น้องชาย

ทั้ง จอร์จิโอ และ อาร์เมน ไม่ได้เป็นเพียงแชมป์ผู้ยิ่งใหญ่ แต่ยังมีมนุษยสัมพันธ์ดีมาก พวกเขาช่วยเหลือผมในหลายเรื่องทั้งในและนอกสังเวียน เขาเปรียบเสมือนครอบครัวของผม”

บทเรียนล้ำค่าที่ผมได้รับจากพวกเขาคือ จงถ่อมตนอยู่เสมอ ต่อให้คุณประสบความสำเร็จบนเส้นทางอาชีพนี้แค่ไหน แต่หากขาดซึ่งความเสียสละและอดทนแล้ว คุณก็ไม่มีวันประสบความสำเร็จได้จริงๆ

ความรอบรู้ที่แชมป์โลกคิกบ็อกซิ่งทั้งสองส่งผ่านไปยังศิษย์น้องร่วมสำนักเปโตรเซียน ช่วยให้ ลาปิคัส เติบโตขึ้นเป็นนักบู๊ผู้เต็มไปด้วยพิษสงรอบด้าน ในทุกสนามที่เขาแข่งขัน

สี่ปีแรกบนเส้นทางนักสู้อาชีพ ลาปิคัส สร้างสถิติสุดทึ่งไปทั่วสังเวียนในอิตาลี ด้วยการเก็บชัยชนะแบบไม่ครบยกตั้งแต่ยกแรกต่อเนื่อง 12 ไฟต์รวด โดยเป็นการน็อกเอาต์ 4 ไฟต์ และซับมิชชัน 8 ไฟต์

การเป็นดาวจรัสแสงในอิตาลีจึงอาจไม่เพียงพอสำหรับเขาอีกต่อไป เขาจึงมองหาโอกาสที่ยิ่งใหญ่เพื่อแสดงศักยภาพที่สูงขึ้น

อนาคตบนเวทีระดับโลก

Iurie Lapicus defeats Shannon Wiratchai

เดือนพฤษภาคม 2019 ลาปิคัส เปิดตัวครั้งแรกใน วัน แชมเปียนชิพ ในศึก ONE: ENTER THE DRAGON โดยเจอกับนักสู้ชาวไทย “OneShin” ชนนภัทร วิรัชชัย

แม้ต้องเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ตัวฉกาจมากประสบการณ์ผู้คร่ำหวอดในรุ่นไลต์เวตของบ้านแห่งศิลปะการต่อสู้แต่นักสู้จากมิลานคนนี้ก็สามารถรักษาสถิติชนะไม่ครบยก 100% ไว้ได้อีกครั้ง ด้วยการซับมิชชัน rear naked choke ปิดฉากนักสู้ไทยในยกที่ 3 ทำให้เขากลายเป็นดาวรุ่งหน้าใหม่ของรุ่นนี้ทันที

เกียรติยศที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของผมเวลานี้ คือการได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ วัน แชมเปียนชิพ และถูกบรรจุให้อยู่ในทำเนียบนักสู้ พร้อมกับได้ยืนบนเวทีระดับโลก”

ผมยังหนุ่มและกระหายชัยชนะ ดังนั้นผมจะยังไม่หยุดอยู่แค่นี้”

แน่นอนว่าเป้าหมายของผมคือการพาตัวเองขึ้นไปอยู่บนจุดสูงสุดของ บ้านแห่งศิลปะการต่อสู้ ผมพร้อมและมั่นใจที่จะเผชิญหน้ากับทุกความท้าทายที่เข้ามาหาผม ซึ่งรวมถึงโอกาสในการชิงแชมป์โลก ONE รุ่นไลต์เวต ในอนาคตด้วย”

อ่านเพิ่มเติม: เปิดเรื่องจริงของสิงห์ทองน้อยนักสู้ที่มะเร็งฆ่าไม่ตาย

ONE: WARRIOR’S CODE | จาการ์ตา อินโดนีเซีย | 7 กุมภาพันธ์ 2563 | 17.30 น. ตามเวลาไทย | รับชมทาง ONE Super APP เวลา 17.30 น. | ไทยรัฐทีวี ช่อง 32 เวลา 22.40 น.