บทความ

“ครูตอง” ชนนภัทร นักสู้รุ่นบุกเบิกสมัยคนไทยแทบไม่รู้จัก MMA

17 ก.พ. 2020

“เมืองไทย” กับ “มวยไทย” เป็นของคู่กันมาแต่ดึกดำบรรพ์ เพราะมวยไทยถือเป็นกีฬาการต่อสู้ประจำชาติ และเป็นศาสตร์การป้องกันตัวที่คนไทยคุ้นเคย เช่นเดียวกับในประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงอย่างกัมพูชามีคุนแขมร์ จีนมีกังฟู ญี่ปุ่นมียูโด เกาหลีมีเทควันโด ฯลฯ

ในหลายประเทศพากันตื่นตัวกับกีฬาการต่อสู้ที่รวมศาสตร์การป้องกันตัวหลายแขนงไว้ด้วยกัน ซึ่งเรียกว่า ศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสาน หรือ MMA (Mixed Martial Arts) ซึ่งก่อนที่ วัน แชมเปียนชิพ จะมาเปิดตลาดในเมืองไทย คนไทยน้อยคนนักที่จะรู้จักกีฬาประเภทนี้

“ชนนภัทร วิรัชชัย” หรือ “ครูตอง” ถือเป็นนักสู้ไทย “รุ่นบุกเบิก” ที่ได้หักร้างถางพงเข้าไปสู่วงการศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสาน ตั้งแต่สมัยที่คนไทยแทบไม่รู้จัก แต่ต่างชาตินั้นคึกคักกับกีฬาประเภทนี้เอามากๆ และยังนับว่าเป็นนักกีฬาไทยคนแรกๆ ของ วัน แชมเปียนชิพ ซึ่งแต่ก่อนมีเฉพาะกติกาการต่อสู้แบบผสมผสานเท่านั้น กระทั่งช่วงหลังๆ มีกติกามวยไทยและคิกบ็อกซิ่งตามมา จึงทำให้มีนักกีฬาไทยมากหน้าหลายตาไปปรากฏตัวในรายการนี้

ก่อนที่เราจะได้เห็นฝีมือของ ชนนภัทร อีกครั้งในวันศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ ในศึก ONE: KING OF THE JUNGLE ที่ประเทศสิงคโปร์ กับนักสู้จากแดนตากาล็อกอย่าง “The Rock” โฮโนริโอ บานาริโอ เราจะพาไปทำความรู้จักเขาให้มากขึ้น และคุณจะรู้ว่าเส้นทางนักสู้ในศาสตร์การต่อสู้ที่ช่วงเวลาหนึ่งแทบไม่มีคนรู้จักนั้น มันไม่ง่ายเลย

เขตแดนอันเข้มงวด

Shannon Wiratchai prepares to face Rajinder Singh Meena

ชนนภัทร เป็นคนกรุงเทพฯ และเป็นลูกคนเดียวในครอบครัว ซึ่งมีพ่อเป็นอาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจชิ้นเนื้อ ขณะที่แม่เป็นอาจารย์พยาบาล

ดังนั้นคงนึกภาพออกว่าสภาพแวดล้อมของเขาถูกตีกรอบอยู่ภายใต้ของเรื่องสุขอนามัยและความปลอดภัย เขาใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่ในโรงพยาบาลและเห็นศพใกล้ๆ จนเป็นเรื่องคุ้นชิน ถึงขั้นปฏิเสธอาชีพหมออยู่ในใจมาโดยตลอด

วัยเด็กของ ชนนภัทร ส่วนใหญ่จะเล่นคนเดียวอยู่ในบ้าน เขาเข้าเรียนในโรงเรียนชั้นนำของประเทศที่มุ่งเน้นเรื่องวิชาการ มากกว่าเรื่องกิจกรรมหรือกีฬา นอกจากหนังสือแล้ว ก็มีขลุ่ยนี่ล่ะที่ ชนนภัทร ได้เรียนในช่วงนั้น

ค้นพบแรงผลักดัน

Shannon “OneShin” Wiratchai in training

เส้นทางชีวิตที่ถูกกำหนด กลับไม่ใช่ทางที่เขาอยากเดิน ชนนภัทร ถูกจุดประกายสู่เส้นทางนักสู้ หลังจากดูทีวีโชว์และภาพยนตร์ที่มีฉากบู๊ตามแบบฉบับลูกผู้ชาย 

หนึ่งในนั้นคือภาพยนตร์เรื่อง “นายขนมต้ม” ซึ่งมีวีรบุรุษเหรียญทองคนแรกของประเทศไทยอย่าง “สมรักษ์ คำสิงห์” เป็นตัวแสดง โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้เขาเห็นถึงความงดงามและมนต์เสน่ห์ของศิลปะการต่อสู้ ถึงขั้นปลุกใจให้เขาอยากจะศึกษาศาสตร์แขนงนี้ให้มากขึ้น

แทนที่เขาจะได้เรียนมวยไทยอย่างในภาพยนตร์ แต่แม่กลับพา ชนนภัทร ในวัย 10 ขวบไปสมัครเรียนยูโด ซึ่งแม่เข้าใจว่าเป็นเทควันโด เพราะไม่รู้ว่ามันแตกต่างกันอย่างไร สุดท้าย ชนนภัทร จึงได้เรียนศาสตร์การต่อสู้ของญี่ปุ่นไปโดยปริยาย

แม้ ชนนภัทร จะรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แต่เขาก็ทนเรียนได้ถึง 2-3 ปี ก่อนที่จะหยุดเรียนไปพักหนึ่ง และกลับมาเรียนอีกครั้งเมื่อเข้า ม.3 ในชมรมยูโดของโรงเรียน

ครั้งนี้เหมือนเกิดปฏิกิริยาจูงใจ ภายในเวลาไม่กี่ปี ชนนภัทร ให้ความสนใจกีฬาการต่อสู้มากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นแฟนพันธุ์แท้ แม้กระทั่งเห็นการต่อสู้ ไอกิโด ในเกมมวยปล้ำของเครื่องเล่นเพลย์สเตชัน เขาก็คลั่งไคล้โดยไม่รู้ตัว รวมถึงได้ไปเรียนกังฟูตามเพื่อน และยังได้วิชาบราซิลเลียนยิวยิตสูจากรุ่นพี่ที่เพิ่งกลับมาจากอเมริกาด้วย

ชนนภัทร หลงรักศิลปะการต่อสู้มากขึ้นเรื่อยๆ เขาพยายามนำศาสตร์การต่อสู้ทุกแขนงที่ร่ำเรียนมาเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน และเสาะหาสถานที่ฝึกสอนการต่อสู้แบบผสมผสาน แต่สมัยนั้นยังไม่มีที่ไหนเปิดสอนอย่างเป็นเรื่องเป็นราว

แน่วแน่จนพ่อแม่โอนอ่อน

Shannon Wiratchai throws an elbow at amir Khan

เมื่ออยู่มหาวิทยาลัย  ชนนภัทร ศึกษาในคณะการโรงแรมและการท่องเที่ยวจีน ทำให้เขาสื่อสารภาษาจีนได้คล่องแคล่ว และยังเป็นการเอาใจพ่อแม่ที่อยากให้เขามีอาชีพเหมือนคนปกติทั่วไป แต่นั่นกลับไม่ใช่สิ่งที่ใจของเขาต้องการ

พ่อแม่ของ ชนนภัทร มองภาพลักษณ์อาชีพนักสู้ไม่ค่อยดีนัก แม่ซึ่งเป็นพยาบาลเห็นคนบาดเจ็บมาทั้งชีวิต จึงไม่อยากเห็นลูกชายตัวเองตกอยู่ในสภาพแบบนั้น ขณะที่พ่อตั้งคำถามว่าถ้าไม่ได้เป็นนักสู้ขึ้นมา ชนนภัทร มีแผนสำรองอะไรไว้รองรับ

หลังจากเรียนจบ เขายังมีความสุขกับการได้ฝึกฝนศิลปะการต่อสู้  ขณะเดียวกันก็สอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ และสอบผ่านคุณสมบัติการเป็นโค้ชสอนศิลปะการต่อสู้

แม้จะใช้เวลานานพอสมควร แต่ในที่สุดพ่อแม่ก็มองเห็นโอกาสและเริ่มสนับสนุนให้ ชนนภัทร เดินตามความฝันของตัวเอง แม้อีกใจหนึ่งจะอดห่วงลูกชายไม่ได้ก็ตาม

ไอคอนของคนรุ่นใหม่

เมื่อ วัน แชมเปียนชิพ เข้ามาจัดการแข่งขันในประเทศไทย ชนนภัทร ได้เข้าไปมีส่วนร่วมมากมายในกีฬาการต่อสู้แบบผสมผสาน ทั้งให้สัมภาษณ์ นักวิจารณ์ (คอมเมนเตเตอร์) หรืออะไรก็ตามที่เกี่ยวข้อง แต่ยังไม่ใช่การแข่งขันบนสังเวียน

เขาตัดสินใจลงสนามแข่งขันระดับอาชีพครั้งแรกในปี 2554 และเก็บชัยชนะได้สองครั้ง ก่อนก้าวเข้าไปเป็นนักกีฬาของ วัน แชมเปียนชิพ ในอีกหนึ่งปีต่อมา จากวันนั้นถึงวันนี้ เขาแทบไม่เชื่อว่าจะเดินทางมาถึงไฟต์ที่ 14 ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เพราะทีแรกเขาคิดว่าจะขึ้นสังเวียนไม่กี่ครั้งก็คงกลับไปเป็นโค้ชตามเดิม

ชนนภัทร ยอมรับว่าการแข่งขันใน วัน แชมเปียนชิพ ไม่ใช่แค่เรื่องเงินทองหรือชื่อเสียง แต่เขาทำด้วยใจรัก และอยากให้กีฬาการต่อสู้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต เขายังอยากที่จะรู้จักมันให้มากขึ้นกว่านี้

นอกจาก ชนนภัทร แล้ว ยังมีอีกหนึ่งบุคคลที่บุกเบิกศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสานในประเทศไทย นั่นคือ “ครูรงค์” เดชดำรงค์ ส.อำนวยศิริโชค เจ้าตำนานมวยไทยวัย 41 ปี ที่ทำให้คนไทยเปิดใจทำความรู้จักกีฬาแขนงนี้มากขึ้น ที่สำคัญ เดชดำรงค์ ยังเคยนั่งบัลลังก์แชมป์โลก ONE รุ่นสตรอว์เวต เป็นคนแรกและคนเดียวในประเทศไทยที่ได้เป็นแชมป์โลกในกีฬาประเภทนี้

สำหรับ ชนนภัทร ในวัย 31 ปียังมีเส้นทางอีกยาวไกลที่เขาจะเดินหน้าต่อไป ไม่ว่าจะในฐานะนักกีฬาที่ลงแข่งในสนาม หรือผู้ฝึกสอนวิชาการต่อสู้ให้กับเยาวชนรุ่นต่อไปก็ตาม

อ่านเพิ่มเติม: